เอาชีวิตรอดจากจุดจบ

Đang tải thông tin quảng bá...

เอาชีวิตรอดจากจุดจบ

MotoNovel Hoàn thành

ผมถูกบริษัทส่งไปทำงานต่างจังหวัดหนึ่งสัปดาห์เต็ม พอเสร็จงานก็รีบบึ่...

Chương (1)

第1章

1 ผมถูกบริษัทส่งไปทำงานต่างจังหวัดหนึ่งสัปดาห์เต็ม พอเสร็จงานก็รีบบึ่งรถกลับบ้านเพื่อไปร่วมฉลองวันเกิดของแม่ยาย แต่ในขณะที่จอดรอสัญญาณไฟจราจรอู่อยู่นั้น จู่ๆ ก็มีแถวข้อความคล้ายคอมเมนต์ไลฟ์สดลอยขึ้นมาตรงหน้า [ห้ามกลับบ้านเด็ดขาด! ถ้ากลับไป นายจะกลายเป็นแพะรับบาปทันที!] [พอเท้าก้าวเข้าประตูไปปุ๊บ แม่ยายนายก็จะตกตึกตายปั๊บ!] [บนตัวแม่ยายจะมีแต่รอยนิ้วมือนาย ถึงตอนนั้นจะแก้ตัวยังไงก็ไม่ขึ้น ต้องโทษประหารชีวิตแน่ๆ ส่วนเมียนายก็จะกอดเงินประกันไปเสวยสุขกับไอ้เอก เพื่อนสนิทนายอย่างสำราญใจ!] ผมเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที ผมตัดสินใจเลือกที่จะเชื่อข้อความปริศนาพวกนั้น ลองเสี่ยงดูสักตั้ง! เมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถเริ่มเคลื่อนตัว ผมตัดสินใจเหยียบคันเร่งจนมิด แล้วหักพวงมาลัยพุ่งเข้าชนแบริเออร์คอนกรีตข้างทางอย่างแรง วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดอายุครบหกสิบห้าปีของแม่ยาย ก้อย ภรรยาของผมบอกว่าอยากจัดงานฉลองเล็กๆ เรียบง่ายกันที่ห้อง ดังนั้นทันทีที่งานเสร็จ ผมจึงรีบบึ่งรถกลับทันที รถของผมแล่นไปตามถนนอย่างมั่นคง จนกระทั่งเหลืออีกเพียงแค่สามแยกก็จะถึงคอนโด จู่ๆ ตัวอักษรกึ่งโปร่งแสงก็ลอยเด่นขึ้นมากลางอากาศตรงหน้า ราวกับกำลังดูซีรีส์ที่มีข้อความคอมเมนต์วิ่งผ่านหน้าจอไปเรื่อยๆ ผมอ้าปากค้าง นึกว่าตัวเองตาฝาดขยี้ตาแรงๆ อยู่หลายครั้ง แต่ข้อความเหล่านั้นยังคงลอยเด่นอยู่ไม่จางหายไปไหน แถมมันยังส่งคำเตือนมาหาผมอย่างต่อเนื่อง [แย่แล้วๆ พระเอกใกล้ถึงบ้านแล้ว! คราวนี้คงหนีไม่พ้นแน่!] [นายเอก! เมียนายจะหาข้ออ้างให้ทิ้งนายไว้กับแม่ยายสองต่อสอง เพื่อป้ายสีความผิดให้! ห้ามเปิดประตูเข้าไปเด็ดขาดนะ!] [ตอนหนึ่งทุ่มสิบนาที แม่ยายจะตกตึกลงมาทันที! แล้วนายก็จะตกเป็นฆาตกร!] [ระวังไอ้เอกเพื่อนรักนายไว้ให้ดี มันแอบกินบนเรือนขี้รดบนหลังคากับเมียนาย และกำลังวางแผนจะกำจัดนายอยู่] หัวใจของผมเต้นระรัวราวกับกลองรบ สมองตื้อไปหมด แม่ยายที่แข็งแรงดีจะตกตึกได้อย่างไร แล้วก้อยกับเอก เพื่อนสนิทที่ผมไว้ใจที่สุด ทำไมถึงต้องมาหักหลังและใส่ร้ายผมแบบนี้ คำถามมากมายพรั่งพรูเข้ามาจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ ในวินาทีนั้นเอง โทรศัพท์บนคอนโซลรถก็สั่นครืดพร้อมเสียงแจ้งเตือน เป็นข้อความจากก้อย [ที่รัก ใกล้ถึงคอนโดหรือยังคะ?] [พอดีหัวหน้าเพิ่งโทรตามว่ามีเคสเร่งด่วน ก้อยต้องรีบเข้าไปเคลียร์ที่ออฟฟิศก่อน] [ที่รักเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนแม่แล้วตัดเค้กก่อนได้เลยนะ เดี๋ยวเคลียร์งานเสร็จก้อยจะรีบกลับไปหาค่ะ] ทันทีที่อ่านข้อความสามบรรทัดนั้น ตัวผมชาวาบราวกับเลือดในกายจับตัวเป็นน้ำแข็ง จะบังเอิญอะไรขนาดนั้น ทำไมต้องเป็นตอนที่ผมใกล้จะถึงบ้าน และทำไมต้องเลี่ยงออกไปในเวลานี้ หากเป็นไปตามที่ข้อความเตือนบอกไว้ ทันทีที่ผมเปิดประตูเข้าไป ในห้องก็จะมีเพียงแค่ผมกับแม่ยายสองคนเท่านั้น และถ้าแม่ยายตกตึกลงไป นิ้วทุกนิ้วก็จะชี้มาที่ผม รอยนิ้วมือที่กระจายอยู่ทั่วห้องจะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวจนดิ้นไม่หลุด ถึงตอนนั้นต่อให้มีปากสิบปากก็คงไม่มีใครฟัง ผมไม่กล้าคิดต่อ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกขนลุกซู่ นิ้วมือผมค้างอยู่เหนือหน้าจอแชต สุดท้ายก็ไม่ได้กดตอบกลับ ผมเหลือบมองเวลากลางหน้าจอ ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงสี่สิบนาที เหลือเวลาอีกแค่สามสิบนาทีก่อนจะถึงเวลาเกิดเหตุ เมื่อสัญญาณไฟเขียวสว่างวาบขึ้นมา ผมตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ในเมื่อโชคชะตาบอกว่าผมกำลังจะโดนใส่ร้าย งั้นผมขอเดิมพันด้วยชีวิตเลยแล้วกัน! 2 ขอแค่คืนนี้ ผมไม่ได้อยู่กับแม่ยายตามลำพังในห้อง แผนการชั่วร้ายนี้ก็ไม่มีวันสำเร็จ ผมกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเหยียบคันเร่งลงไปสุดแรง เสียงเครื่องยนต์แผดคำรามก้อง รถพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าตรงดิ่งเข้าชนแท่นปูนขนาดใหญ่ริมทางอย่างแรง เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวดังลั่น รถทั้งคันสะเทือนอย่างรุนแรง ในเสี้ยววินาทีต่อมา ถุงลมนิรภัยก็ทำงานทันทีคอยปกป้องร่างกายของผมเอาไว้ ผมเอนศีรษะพิงเบาะ อาการมึนงงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้ามาในทันที หัวสมองราวกับโดนค้อนปอนด์ทุบเข้าอย่างจังจนตื้อไปหมด ไม่นานนัก ความรู้สึกอุ่นชื้นและเหนียวเหนอะหนะก็เริ่มไหลอาบหน้าผากลงมา ผมพยายามเบิกตามอง เห็นเพียงเงาตะคุ่มของผู้คนที่เริ่มมารุมล้อมรอบรถ บ้างก็ถือโทรศัพท์ถ่ายคลิป บ้างก็โทรศัพท์ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสะท้อนแสงสีเหลืองฝ่าฝูงชนเข้ามาเคาะกระจกข้างรถ "คุณครับ เป็นยังไงบ้าง? ได้ยินเสียงผมไหม?" เสียงของตำรวจจราจรลอดผ่านกระจกเข้ามาอย่างอู้อี้ ผมพยายามจะอ้าปากตอบ แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา หลังจากนั้นไม่นาน ร่างของผมก็ถูกประคองขึ้นเปลหาม ทันทีที่แน่ใจว่าตนเองอยู่บนรถพยาบาลแล้ว ผมจึงปล่อยให้อารมณ์เข้าสู่ความมืดมิดและหมดสติไปชั่วครู่ 3 เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์รีบทำแผลที่ศีรษะให้จนเรียบร้อย ตอนนั้นสติของผมเริ่มกลับมาแจ่มชัดขึ้นบ้างแล้ว ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองนาฬิกาดิจิทัลบนผนังห้องฉุกเฉิน เวลาเข็มยาวชี้บอกเวลาหนึ่งทุ่มตรงพอดี ผมจึงรีบหลับตาลงอีกครั้ง คอยบอกตัวเองในใจว่า ขอแค่ประคองสถานการณ์ไว้ให้ผ่านพ้นอีกสิบนาทีนี้ไปให้ได้ ในระหว่างนี้ ข้อความที่ยังคงลอยเวียนวนช่วยให้ผมได้ปะติดปะต่อเรื่องราวในอนาคตที่เกือบจะเกิดขึ้นได้ทั้งหมด ที่แท้ก้อยกับเอกแอบลักลอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมานานแล้ว และก้อยก็ต้องการจะหย่ากับผมโดยที่ผมไม่ได้อะไรติดตัวไปเลย แต่ยังหาเหตุผลดีๆ ไม่ได้ ประจวบเหมาะกับที่แม่ยายเพิ่งตรวจพบว่าเป็นโรคสมองเสื่อม ก้อยมองว่าแม่ตัวเองเป็นภาระที่ทั้งสิ้นเปลืองเงินและเสียเวลาดูแล ทั้งสองคนจึงร่วมมือกันวางแผนฆาตกรรมอันโหดเหี้ยมนี้ขึ้นมา หากเป็นไปตามแผนเดิม หลังจากส่งผมขึ้นศาล ก้อยจะร้องไห้แทบขาดใจโวยวายต่อหน้าผู้พิพากษาว่าผมมักจะทุบตีและก่นด่าแม่ยายอยู่เป็นประจำ แถมยังเคยพูดกรอกหูบ่อยๆ ว่าอยากให้แม่ยายตายๆ ไปเสีย แผนการนั้นจะปั่นกระแสสังคมจนผู้คนนับหมื่นร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ประหารชีวิตผม ทางตำรวจจะยื่นหลักฐานกล้องวงจรปิดของคอนโดที่บันทึกภาพรถของผมขับเข้ามาในลานจอดรถตอนหนึ่งทุ่มตรง แล้วขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสิบ แถมเพื่อนบ้านร่วมชั้นยังยืนยันว่าได้ยินเสียงผมตวาดด่าและลงไม้ลงมือกับแม่ยายอย่างรุนแรงลอดออกมาจากห้อง และในอีกสิบนาทีต่อมา เสียงวัตถุตกกระทบพื้นดังก้อง แม่ยายดิ่งพสุธาลงมาจากระเบียงห้อง เสียชีวิตคาที่ทันที หลักฐานทั้งหมดนี้จะมัดจนผมโดนศาลพิพากษาประหารชีวิตอย่างไม่มีทางเลี่ยง ส่วนก้อยกับเอก นอกจากจะกำจัดภาระชิ้นโตอย่างแม่ยายพ้นทางแล้ว ยังได้เงินประกันก้อนโต รวมถึงส่งผมเข้าคุกเพื่อฮุบสมบัติทั้งหมดไปเสวยสุขร่วมกัน เมื่อรับรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้ ร่างกายของผมเย็นเฉียบไปถึงขั้วหัวใจ ที่แท้ข้างกายผมมีปีศาจกระหายเลือดแฝงตัวอยู่ถึงสองตน ถึงจะยังไม่รู้ว่าพวกมันเตรียมจัดฉากฆาตกรรมอย่างไร และจะทำให้ผมดูเหมือนสมรู้ร่วมคิดได้อย่างไร แต่ในเวลานี้ สิ่งเดียวที่ผมทำได้คืออดทนรออย่างเยือกเย็น 4 วินาทีแห่งการแสร้งทำเป็นหมดสติช่างยาวนานราวกับไม่มีวันสิ้นสุด จนกระทั่งเข็มนาฬิกาชี้เลยเวลาหนึ่งทุ่มสิบนาทีไป ผมถึงได้แอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องพักฟื้นถูกผลักออกเบาๆ เมื่อเห็นว่าผมรู้สึกตัวแล้ว คุณหมอก็เข้ามาตรวจร่างกายเบื้องต้น โชคดีที่โครงสร้างความปลอดภัยของรถผมค่อนข้างดีเยี่ยม ประกอบกับความเร็วในตอนที่ชนไม่สูงมากนัก ผมจึงได้รับบาดเจ็บเพียงแค่ภายนอกเท่านั้น ผลเอกซเรย์สมองก็ไม่มีอะไรน่ากังวล พักผ่อนเพียงไม่กี่วันก็หายเป็นปกติ หลังจากคุณหมอเดินออกไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสองนายในชุดเครื่องแบบก็เดินเข้ามา พร้อมสมุดจดและปากกา "คุณครับ ตอนนี้อาการเป็นอย่างไรบ้าง? พอจะสะดวกให้ปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งนี้สักเล็กน้อยไหมครับ?" ผมยกมือขึ้นนวดขมับที่ยังมึนๆ พลางตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ขอบคุณครับคุณตำรวจ ผมไม่เป็นไรมากแล้วครับ แค่ยังรู้สึกมึนๆ หัวอยู่นิดหน่อย" ผมเว้นจังหวะ ทำท่าทางเหมือนกำลังพยายามนึกย้อนเหตุการณ์ "ตอนนั้นผมนั่งรอสัญญาณไฟแดงอยู่ครับ จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผมเลยเอื้อมมือจะไปหยิบโทรศัพท์ แต่เท้าดันเผลอไปเหยียบคันเร่งเข้าโดยไม่ตั้งใจ รถเลยพุ่งออกไปชน..." คุณตำรวจก้มหน้าก้มตาจดคำให้การของผมอย่างละเอียด ก่อนที่นายหนึ่งจะพูดขึ้นว่า "พวกเราไปตรวจจุดเกิดเหตุมาแล้วครับ เบื้องต้นลงความเห็นว่าเป็นอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี โชคดีที่ไม่มีผู้รับบาดเจ็บรายอื่นหรือรถคันอื่นเสียหาย แต่คุณอาจจะต้องรับผิดชอบค่าซ่อมแซมแบริเออร์ของหลวงนะครับ" "แล้วก็ หน้ารถของคุณพังเสียหายค่อนข้างหนัก ตอนนี้เราให้รถยกไปส่งที่ศูนย์บริการแล้วครับ" ผมพยักหน้ารับคำ ใบหน้าฉายแววขมขื่น "เข้าใจแล้วครับ ผมยินดีรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด ขอบคุณคุณตำรวจมากนะครับที่ช่วยเหลือ" แม้จะต้องเสียเงินเสียทองซ่อมรถ แถมร่างกายยังเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว แต่มันช่างคุ้มค่าเหลือเกิน เพราะอุบัติเหตุในครั้งนี้มีทั้งตำรวจ เจ้าหน้าที่กู้ชีพ และไทยมุงจำนวนมากเป็นพยานปากเอกคอยยืนยันตัวตนให้ผม จากนั้น ตำรวจก็ยื่นเศษซากโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอแตกยับเยินคืนให้ผม ซึ่งยังพอกดเปิดเครื่องได้อยู่บ้าง หลังจากเซ็นเอกสารบันทึกประจำวันและจ่ายค่ารักษาพยาบาลเรียบร้อย ผมก็รีบออกจากโรงพยาบาลทันที เมื่อเดินพ้นประตูใหญ่ ผมเหลือบมองโทรศัพท์ เวลาเกือบจะทุ่มครึ่งแล้ว ผมรีบโบกแท็กซี่เพื่อเดินทางกลับ แต่ทว่า ทันทีที่รถแท็กซี่จอดลงหน้าคอนโด และผมผลักประตูรถก้าวขาออกไป หัวใจของผมก็ดิ่งวูบลงสู่ก้นเหวทันที