รถไฟสู่การลา

Đang tải thông tin quảng bá...

รถไฟสู่การลา

MotoNovel Hoàn thành

ตอนที่ฉันอายุสิบแปด ฉันยอมสละหยาดเลือดจากขั้วหัวใจเพื่อช่วยชีวิต กวิ...

Chương (1)

第1章

1 ตอนที่ฉันอายุสิบแปด ฉันยอมสละหยาดเลือดจากขั้วหัวใจเพื่อช่วยชีวิต กวิน จากอุบัติเหตุเรือล่มกลางทะเล ตั้งแต่นั้นมา ชีวิตของเราสองคนก็ถูกผูกมัดด้วยพันธสัญญาด่านเคราะห์รักเป็นเวลาสามปี ทว่าในการจัดงานวิวาห์ครั้งที่เก้า กวินกลับเปลี่ยนใจกะทันหันอีกครั้ง คราวนี้ฉันไม่ได้คาดคั้นหรือโวยวายเหมือนแต่ก่อน ทำเพียงเอ่ยปากบอกเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ยกเลิกไปเลยเถอะค่ะ" เขาขมวดคิ้วมุ่น น้ำเสียงเจือไปด้วยความระอาและติติง "อย่าใช้อารมณ์สิปลา ช่วงนี้รินดาอาการไม่ค่อยดี ทริปนี้สำคัญกับน้องมาก ก็แค่เลื่อนออกไปสัปดาห์เดียวเอง กลับมาเราค่อยแต่งงานกันทันทีเลย" ฉันเงียบไปอึดใจหนึ่ง สุดท้ายก็ทำเพียงพยักหน้ารับ เสียงริงโทนเฉพาะตัวของรินดาดังขึ้น ก่อนที่เขาจะเดินจากไป เขาเอื้อมมือมาลูบผมฉันด้วยรอยยิ้ม "เด็กดี ฉันสัญญาว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย กลับมาเมื่อไหร่ ฉันจะโอนกรรมสิทธิ์บ้านพักตากอากาศริมทะเลหลังที่เธอชอบให้ทันที" ฉันฝืนยกมุมปาก ส่งยิ้มที่แสนยากลำบากกลับไปให้เขา มันไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้ว กวินไม่มีวันรู้เลยว่า ฉันคือนางเงือกตนสุดท้ายที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ หากเขาไม่เลือกฉันอย่างหนักแน่นและมั่นคงอีกต่อไป เมื่อถึงคืนวันเพ็ญในอีกหกวันข้างหน้า ร่างกายของฉันจะสลายหายไปจากโลกนี้อย่างสมบูรณ์ เสียงประตูปิดลงอย่างเฉียบขาดดังมาจากตรงทางเข้าห้อง ฉันยืนคว้างอยู่กลางห้องเพียงลำพัง ความเจ็บปวดลึกๆ เริ่มแผ่ซ่านขึ้นมาตามร่างกายอีกครั้ง ฉันรีบก้าวเท้าเข้าไปในห้องน้ำอย่างรวดเร็ว ยามที่สายน้ำไหลผ่าน ผิวหนังของฉันกลับเรืองแสงอ่อนๆ ที่ยากจะสังเกตเห็น ราวกับเป็นสัญญาณเตือนของการดับสูญที่กำลังคืบคลานเข้ามา เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ ความเจ็บปวดแสนรุ่มร้อนนั้นถึงได้ค่อยๆ สงบลง ร่างกายของฉันแข็งทื่อจนแทบขยับไม่ได้ ความรู้สึกนี้เหมือนยามที่ฉันก้าวเท้าขึ้นสู่ผืนดินเป็นครั้งแรก ปลายเท้าที่สัมผัสผืนทรายนั้นปวดร้าวราวกับกำลังเดินอยู่บนใบมีด ทุกย่างก้าวคอยตอกย้ำว่า การจะมีชีวิตอยู่รอดนั้นต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ทว่าท้ายที่สุดแล้ว แม้ร่างกายจะชุ่มไปด้วยเลือด แต่ฉันกลับไม่เคยแลกเอาหัวใจรักที่แท้จริงจากกวินมาได้เลย ขณะที่กำลังจะขยับตัว เสียงเปิดประตูก็ดังแกรกขึ้น กวินเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ที่ลอยมาจากตัวเขาเป็นกลิ่นประจำตัวของน้องสาวบุญธรรมผู้แสนอ่อนแอที่เขาต้องคอยดูแลอยู่เสมอ ฉันเดินออกมาจากห้องน้ำ ร่างกายยังคงหลงเหลือไอเย็นและหยาดน้ำเกาะพราว เขาชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ไม่ได้ก้าวเข้ามาใกล้ ทำเพียงปรายตามองฉันพลางยกยิ้มมุมปาก "อาบน้ำเย็นงั้นเหรอ ประชดฉันหรือไง" ฉันใบหน้าซีดเผือด ไม่ได้ตอบคำถามเขา กวินไม่ได้ใส่ใจ ท่าทางของเขาดูสบายๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น "รินดากลัวว่าเธออยู่บ้านคนเดียวจะเบื่อ คืนนี้เก็บของซะ พรุ่งนี้เดินทางไปกับพวกเรา" ฉันชะงักไปเล็กน้อย เงยหน้ามองเขาด้วยความสับสน ปลายนิ้วของกวินเอื้อมมาเกลี่ยหางตาของฉันแผ่วเบาพลางหลุดหัวเราะในลำคอ "ปกติชอบหึงเวลาฉันอยู่กับรินดาสองต่อสองไม่ใช่หรือไง คราวนี้สมใจอยากแล้วสิ" ร่างกายของฉันพลันแข็งทื่อไปชั่วขณะ แต่ไม่นานเขาก็ชักมือกลับ ก้มหน้าก้มตาตอบข้อความในโทรศัพท์มือถือต่อ เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง "อ้อ แล้วก็ สถานที่ที่เราจะไปคือทะเลทรายนะ รินดาบ่นว่าอยากไปดูดาวตกที่นั่นมานานแล้ว" รูม่านตาของฉันหดเกร็ง ปลายนิ้วสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ "ฉัน...ไม่ไปได้ไหม" "คุณก็รู้ว่าฉันกลัวความร้อนที่สุด แล้วฉันก็มีภาวะแพ้ความแห้งแล้งด้วย..." กวินละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ แววตาของเขาพลันเย็นชาขึ้นมาทันที ก่อนที่เขาจะเค่นหัวเราะอย่างนึกสมเพช "ภาวะแพ้ความแห้งแล้งอะไรกัน ก็แค่ข้ออ้างเรียกร้องความสนใจไม่ใช่หรือไง" ฉันยังไม่ทันได้อธิบาย สายตาของเขาก็เย็นยะเยียบลงจนน่าใจหาย "รินดาที่ร่างกายอ่อนแอกว่าเธอยังไม่บ่นสักคำ น้องอุตส่าห์หวังดีชวนเธอไปด้วยกัน แต่เธอกลับไม่เห็นค่าอย่างนั้นเหรอ" ใบหน้าของฉันไร้ซึ่งสีเลือด ไร้คำพูดใดๆ จะเอ่ยแก้ตัว กวินจ้องมองฉันอยู่สองวินาที ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความระอา "ปลา ฉันไม่อยากมีเรื่องทะเลาะกับเธอตั้งแต่วันก่อนแต่งงานนะ" ฉันยืนตัวแข็งทื่อ สบตาที่ดูอบอุ่นทว่าแฝงไปด้วยความกดดันคู่นั้น "อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำสอง" ภายใต้สายตากดดันของเขา สุดท้ายฉันก็ทำได้เพียงเปล่งเสียงตอบรับแผ่วเบา "ค่ะ" กวินยกยิ้มอย่างพึงพอใจ นิ้วมือของเขากดหน้าจออย่างรวดเร็วไม่กี่ครั้ง หน้าจอแสดงผลการจองตั๋วเครื่องบินสำเร็จก็สว่างวาบขึ้นตรงหน้าฉัน นี่เป็นครั้งที่เก้าแล้วที่กวินใช้เรื่องงานแต่งงานมาเป็นเครื่องต่อรองให้ฉันยอมสยบ ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ทว่าส่วนลึกในใจก็ยังคงเผลอคาดหวังในตัวเขาอยู่ดี ประตูบ้านเปิดออกอีกครั้ง กวินก้าวเท้าออกไปด้วยความร่าเริงเพื่อไปหารินดา ฉันมองผ่านบานหน้าต่างออกไป จ้องมองดวงจันทร์ที่เริ่มกลมโตขึ้นเรื่อยๆ นอกหน้าต่างนั้น 2 ทะเลทรายโหดร้ายกว่าที่ฉันจินตนาการไว้มากนัก อากาศที่แห้งแล้งราวกับจะสูบเอาหยาดน้ำทุกหยดออกจากร่างกายของฉันให้สิ้นซาก แม้ฉันจะสวมเสื้อผ้าปิดบังร่างกายอย่างมิดชิด ทว่าผิวหนังก็ยังคงปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง ยามที่ฉันหมุนฝาขวดน้ำแร่เพื่อหวังจะดื่มดับกระหาย รินดาที่จู่ๆ ก็ก้าวถอยหลังมาชนฉันจนล้มลง ขวดน้ำร่วงหลุดจากมือกระแทกพื้นทรายทันที สายน้ำไหลซึมลงสู่ผืนทรายอย่างรวดเร็ว หลงเหลือไว้เพียงรอยเปียกชื้นเข้มๆ เพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป รินดามีสีหน้ารู้สึกผิดพลางเอ่ยขอโทษ "ขอโทษค่ะพี่ปลา เอาน้ำของรินไปแทนไหมคะ..." กวินเดินเข้ามาคว้ามือเธอไว้ด้วยความไม่พอใจ "รินร่างกายอ่อนแอ ขาดน้ำไม่ได้หรอก" พูดจบ เขาก็ปรายตามามองฉันด้วยแววตาเรียบเฉยพลางเอ่ยเสียงเรียบ "อดทนหน่อยเถอะ เดินไปถึงแคมป์ก็มีน้ำให้ดื่มแล้ว" วินาทีนั้นฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดใจตาย ผิวหนังใต้ร่มผ้าเริ่มแห้งผากและแตกระแหงเป็นริ้วๆ อย่างน่ากลัว แสงแดดเริ่มแผดเผาแรงขึ้นเรื่อยๆ จู่ๆ รินดาก็กุมขมับพลางครางเสียงแผ่ว "พี่วินคะ แดดแรงจ้าเกินไป รินรู้สึกเวียนหัวจังเลยค่ะ" กวินหยุดชะงักฝีเท้าลงทันที สายตาของเขากวาดมองชุดคลุมที่ปิดมิดชิดของฉัน เขาสั่งออกมาโดยแทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยสักนิด "ปลา ถอดเสื้อคลุมกับแว่นกันแดดให้รินดาซะ" ร่างกายของฉันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง สายตาที่มองกวินเต็มไปด้วยความเว้าวอนและอ้อนวอนขอความเห็นใจ "ไม่ได้นะ...ถ้าไม่มีมัน ฉันจะ..." แววตาของกวินพลันแปรเปลี่ยนเป็นความรำคาญใจ "รินรักษาสุขภาพไม่ค่อยดี น้องจำเป็นต้องใช้มันมากกว่าเธอ แดดแค่นี้เอง เธอจะกลัวอะไรนักหนา" เมื่อเห็นฉันยังคงส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย ความอดทนของเขาก็ดำดิ่งจนถึงขีดสุด เขาคว้าข้อมือของฉันไว้แน่น ก่อนจะกระชากผ้าคลุมกันแดดออกจากร่างกายของฉันอย่างแรง "ปลา อย่ามาทำตัวไร้เหตุผลหน่อยเลย" แสงแดดแผดเผาตกลงกระทบใบหน้าและลำคอของฉันโดยตรง ในชั่วพริบตา ผิวหนังก็แสบร้อนจนแดงก่ำ พุพองเป็นตุ่มน้ำใสๆ เล็กๆ ขึ้นมาเต็มไปหมด เมื่อสามปีก่อน ยามที่ฉันเพิ่งคบกับกวินใหม่ๆ ตอนที่เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าฉันกลัวแสงแดดจัดเป็นครั้งแรก เขายอมถอดเสื้อคลุมของตัวเองมาบังแดดเหนือศีรษะให้ฉันตลอดทั้งบ่าย มารู้ทีหลังว่าผิวต้นแขนของเขาไหม้เกรียมจนลอกออกเป็นแผ่นๆ แต่เขากลับไม่ปริปากบ่นสักคำ ที่แท้ เวลาที่เขาจะดีกับใคร เขาก็ยังคงดูแลเอาใจใส่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เพียงแต่ว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ที่คนคนนั้นไม่ใช่ฉันอีกต่อไปแล้ว ฉันกัดริมฝีปากตัวเองไว้แน่นจนห่อเลือด เพื่อไม่ให้เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเล็ดลอดออกมา รินดาตกใจจนก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว กวินเอื้อมมือมาปิดตาของเธอไว้พลางขมวดคิ้วแน่น สายตาที่มองมาที่ฉันเต็มไปด้วยความรังเกียจและขยะแขยง "เธอไปโดนอะไรมาน่ะ แพ้อะไรขนาดนี้" เขาไม่ได้หันกลับมามองฉันอีกเลย ทำเพียงโอบไหล่รินดาแล้วพากันเดินจากไป ฉันยืนคว้างอยู่ตรงนั้น มือสั่นเทาขณะเอื้อมเข้าไปหยิบขวดแก้วใบเล็กที่ซ่อนอยู่ก้นกระเป๋าเป้ ข้างในคือน้ำทะเลที่ฉันแอบกรอกเตรียมไว้ล่วงหน้า ฉันเปิดฝาขวดออก ทว่ายังไม่ทันจะได้ฉีดพ่นลงบนผิวตัว มือหนาข้างหนึ่งก็ยื่นเข้ามาแย่งมันไปเสียก่อน กวินย้อนกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาแย่งขวดน้ำไปพลางจ้องเขม็งมาที่ฉัน "เธอเที่ยวฉีดสารเคมีบ้าๆ พวกนี้ใส่ตัวใช่ไหม ผิวถึงได้พังยับเยินขนาดนี้" "คืนมานะ..." น้ำเสียงของฉันสั่นเครือและแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความกลัวที่ซุกซ่อนอยู่ก้นบึ้งของหัวใจไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป "ขอร้องล่ะกวิน คืนให้ฉันเถอะ นั่นคือน้ำทะเลนะ ไม่ใช่สารเคมีบ้าบออะไรทั้งนั้น..." กวินชะงักไปอึดใจหนึ่ง เขาคงไม่เคยเห็นฉันมีท่าทีลนลานขาดสติถึงเพียงนี้มาก่อน แต่เพียงไม่นานเขาก็แค่นยิ้มเย็นชา ก่อนจะขว้างขวดน้ำทะเลขวดนั้นทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ฉันยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับทำได้เพียงมองขวดน้ำใบนั้นตกลงบนผืนทรายร้อนระอุ มันกลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้น ก่อนจะค่อยๆ ถูกกระแสลมและเม็ดทรายกลบฝังจนมิด "เลิกซื้อของไร้สาระพวกนี้มาใช้ได้แล้ว" "ปลา เธอย้อนกลับไปส่องกระจกดูสภาพตัวเองในตอนนี้บ้างเถเอง ตัวเธอเองไม่รักดีไม่เป็นไร แต่อย่าทำตัวน่าเกลียดน่ากลัวจนรินดาต้องขวัญเสียไปด้วย" น้ำเสียงที่เย็นชาถูกลมทะเลทรายพัดพามาบาดลึกในแก้วหูของฉัน ฉันจ้องมองผืนทรายว่างเปล่าตรงนั้น ดวงตาแห้งผากจนเจ็บร้าว ทว่าร่างกายกลับไม่หลงเหลือหยาดน้ำตาให้ไหลรินออกมาได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อมาถึงที่พักในแคมป์ ฉันแทบจะยืนไม่ไหว ผู้ร่วมทริปคนหนึ่งเห็นท่าไม่ดีจึงช่วยประคองฉันไปนั่งบนเก้าอี้พลางยื่นขวดน้ำดื่มอุณหภูมิห้องมาให้ แต่ฉันไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะเปิดฝาขวดด้วยซ้ำ กวินยืนคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ไกล น้ำเสียงของเขาฟังดูร้อนรนและเคร่งเครียด ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนลงเรื่อยๆ ฉันเห็นรินดาเอนซบอยู่ในอ้อมแขนของเขา แขนเสื้อและใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและน่าสงสาร หลังจากวางสาย กวินก็อุ้มเธอขึ้นมาแนบกาย ยามที่เดินผ่านฉันไป ฝีเท้าของเขาหยุดชะงักลงเล็กน้อย ทว่าในวินาทีต่อมา เสียงสะอื้นไห้ของรินดาก็ดังขึ้น "พี่วิน..." กวินไม่ได้รั้งรออีกต่อไป เขาออกแรงก้าวเท้าพาเธอเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แผ่นหลังของคนทั้งคู่ค่อยๆ เล็กลงและเลือนหายไปจากครรลองสายตาของฉัน ริมฝีปากของฉันขยับขยับ ทว่าลำคอกลับแห้งผากจนไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา จนกระทั่งทัศนียภาพรอบกายเริ่มมืดดับลง สิ่งสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในห้วงสำนึก คือภาพทิวทัศน์เนินทรายด้านนอกเต็นท์ที่ถูกย้อมไปด้วยแสงอาทิตย์อัสดงสีแดงฉาน ราวกับท้องทะเลที่กำลังมอดไหม้จนเป็นเถ้าร้อน 3 ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นข้างหู ยามลืมตาขึ้นมอง เสียงเรียกเข้าก็เงียบสงบลงไปแล้ว รอบกายคือบรรยากาศภายในห้องพยาบาลสนามที่แสนซอมซ่อ หลังมือของฉันมีเข็มน้ำเกลือเสียบคาอยู่ ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู มีสายที่ไม่ได้รับจากกวินเจ็ดถึงแปดสาย ฉันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกดโทรกลับไป ปลายสายกดรับแทบจะในวินาทีนั้น "ปลา ทำไมไม่รับสาย รู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงเธอแทบแย่" ขอบตาของฉันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ลำคอแห้งผากราวกับถูกเม็ดทรายหยาบๆ บดขยี้ "เมื่อกี้ฉันหมดสติเพราะร่างกายขาดน้ำ..." ทว่าคำพูดยังไม่ทันจบประโยค กวินก็เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน "ตอนนี้อาการของรินดาแย่มาก น้องต้องได้รับการเปลี่ยนถ่ายเลือดด่วน" "กรุ๊ปเลือดของเธอพิเศษเหมือนกับน้อง ฉันให้คนเตรียมจองตั๋วเครื่องบินขากลับไว้ให้เธอแล้ว รีบเดินทางกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ..." ทั่วทั้งร่างกายคล้ายถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา โทรศัพท์มือถือร่วงหลุดจากปลายนิ้วที่แข็งทื่อ กระแทกกับขอบเตียงเสียงดังปึก กวินไม่ได้รับการตอบรับ น้ำเสียงของเขาพลันเข้มและเยือกเย็นลงทันที "ปลายฟ้า ได้ยินที่ฉันพูดไหม อย่ามัวแต่ลีลา รินดารอไม่ได้นะ" ฉันเม้มริมฝีปากที่แห้งแตกจนห่อเลือด ก่อนจะเปล่งเสียงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "...ค่ะ" หลังจากวางสาย หน้าจอโทรศัพท์ที่ดับลงสะท้อนภาพใบหน้าที่แห้งเหี่ยวและทรุดโทรมจนแทบจำไม่ได้ว่านั่นคือตัวฉันเอง ยามที่เดินเข้าไปในห้องโถงโรงพยาบาล ฝีเท้าของฉันเบาหวิวราวกับล่องลอย พยาบาลที่เห็นสภาพผิวหนังที่ผิดปกติของฉันถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น "เส้นเลือดของคุณเล็กมากค่ะ แถมร่างกายยังมีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ไม่เหมาะแก่การเจาะเลือดโอนถ่ายนะคะ" ฉันยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร กวินก็สาวเท้าเดินเข้ามาจากประตู น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดขาด "เจาะเลยครับ" วินาทีที่ปลายเข็มแหลมคมทิ่มทะลุผิวหนังเข้าไป ฉันทำเพียงหลับตาลงช้าๆ หยาดเลือดสีแดงสดไหลรินผ่านท่อสายยางโปร่งแสง ราวกับจิตวิญญาณและชีวิตของฉันกำลังถูกสูบหายไปพร้อมกับมันด้วย ครั้งแรกที่ขึ้นฝั่งมาเจอกับกวิน เขาก็กำลังนอนหายใจรวยรินจมกองเลือดอยู่บนโขดหินริมหาด ฉันกรีดข้อมือตัวเองแล้วจ่อที่ริมฝีปากของเขา ยอมมอบเลือดสีน้ำเงินเข้มอันเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตของนางเงือกให้ไหลผ่านลำคอเพื่อยื้อชีวิตของเขาเอาไว้ ตอนที่เขาฟื้นคืนสติขึ้นมา เขาเกาะกุมมือฉันไว้แน่นพลางเอ่ยสัญญา "ชีวิตนี้เธอเป็นคนมอบให้ฉัน ฉันจะดูแลและตอบแทนเธอให้ดีที่สุด" เขาเคยรับปากว่าจะเก็บรักษาความลับเรื่องตัวตนของฉันไว้เป็นความลับชั่วชีวิต ทว่าในวันนี้ เขากลับยอมแลกชีวิตของฉัน เพื่อช่วยเหลือช่วยชีวิตน้องสาวบุญธรรมของเขาอย่างไม่ใยดี "คุณกวินคะ ตอนนี้อาการของคุณรินดาคงที่แล้วค่ะ ไม่จำเป็นต้องถ่ายเลือดเพิ่มแล้ว" น้ำเสียงพยาบาลดังแว่วเข้ามาจากที่แสนไกล สติของฉันเริ่มพร่าเลือนจนได้ยินไม่ค่อยถนัด เห็นเพียงภาพกวินที่ทำท่าจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่ายามที่สายตาของเขาปะทะเข้ากับสภาพอันน่าเวทนาของฉัน เขากลับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แต่เพียงครู่เดียว เขาก็ละสายตาไปทางอื่น น้ำเสียงยังคงเคร่งขรึมและเข้มงวด "เจาะต่อเถอะครับ เผื่อเอาไว้ก่อน" แสงจันทร์สลัวสาดส่องลอดเข้ามาตามช่องหน้าต่าง วันนี้ยังไม่ถึงคืนวันเพ็ญ ทว่าฉันกลับคล้ายจะได้ยินเสียงหยาดน้ำในมหาสมุทรที่กำลังแห้งขอดลงช้าๆ ภายในเส้นเลือดของฉันเอง เมื่อกระบวนการสิ้นสุดลง ฉันใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดพยุงตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขาของฉันอ่อนแรงจนแทบจะทรุดฮวบ หลังมือที่เสียบเข็มครูดเข้ากับที่พักแขนจนผิวหนังที่แห้งผากลอกออกเป็นแผ่น เผยให้เห็นเนื้อสีซีดขาวปนเทาด้านล่าง ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งนั้นเลยสักคน กวินระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก แววตาที่มองมาที่ฉันเริ่มอ่อนแสงลงเล็กน้อย ฉันไม่ได้หันไปมองเขา พยายามก้าวเท้าเดินออกไปข้างนอกอย่างยากลำบาก ต้องใช้สมาธิและเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เพื่อไม่ให้ตัวเองหมดสติล้มพับลงไปกองกับพื้นเสียก่อน ที่หน้าประตูโรงพยาบาล ฉันสวนกับรินดาที่เพิ่งเดินออกมา เธอส่งยิ้มอ่อนแรงทว่าแฝงไปด้วยชัยชนะมาให้ฉัน "ขอบคุณนะคะพี่ปลา ลำบากพี่แย่เลยค่ะ" "พี่วินบอกว่าพี่มีกรุ๊ปเลือดพิเศษที่สามารถช่วยรินได้ เพื่อไม่ให้รินเป็นอะไรไป พี่วินบอกว่าเขายอมทำทุกอย่างเพื่อรินเลยค่ะ ทั้งหมดเป็นเพราะรินไม่ดีเอง" กวินรีบก้าวเข้ามาประคองเธอไว้พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ทำไมไม่นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงดีๆ ล่ะครับ" ฉันข่มความเจ็บปวด กัดปลายลิ้นตัวเองเพื่อเรียกสติที่เหลือน้อยนิดกลับคืนมา ไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งคู่อีกเลย ทำเพียงเดินลากสังขารกลับมายังคฤหาสน์เพียงลำพัง ฉันเปิดก๊อกน้ำทุกตัวในห้องน้ำจนสุด ก่อนจะทรุดตัวลงไปกองในอ่างอาบน้ำอย่างหมดสภาพ มีเพียงยามที่ร่างกายได้สัมผัสกับสายน้ำเท่านั้น ที่ทำให้ความรู้สึกว่าชีวิตอันริบหรี่กำลังหลุดลอยไปนั้นชะลอตัวลงช้าๆ ฉันจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำ รอยแตกระแหงทั่วร่างกายราวกับผืนดินที่แห้งแล้งจนแยกออกจากกัน ดวงตาทั้งสองข้างลึกโหล ผิวพรรณหม่นหมองไร้ซึ่งสง่าราศี ฉันพยายามใช้เส้นผมปกปิดร่องรอยเหล่านั้น ทว่าเพียงแค่สัมผัสแผ่วเบา เส้นผมดกดำกลับร่วงหลุดจากหนังศีรษะเป็นกระจุกๆ ลอยเกลื่อนผืนน้ำ ความกลัวอันมหาศาลจู่โจมเข้ามาในหัวใจของฉันอย่างกะทันหัน ฉันรีบหยัดกายลุกขึ้นจากน้ำ รื้อค้นตู้เสื้อผ้า นำเสื้อผ้าทุกชิ้นในห้องออกมากระหน่ำสวมใส่เพื่อปกปิดผิวหนังที่แตกร้าวและเน่าเปื่อยเอาไว้จนมิดชิด เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ กวินพารินดาที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับกลุ่มเพื่อนๆ กลับมาที่บ้าน ยามที่เห็นผ้าม่านทุกผืนถูกปิดสนิทจนไม่มีแสงสว่างส่องลอดเข้ามาได้เลยแม้แต่น้อย เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น "ปลา?" เพื่อนๆ ด้านหลังต่างพากันหัวเราะร่าเริงพลางเอ่ยแซว "พี่วิน พี่สะใภ้กำลังเตรียมเซอร์ไพรส์อะไรอยู่รึเปล่าเนี่ย" "หรือว่าอยากให้เจ้าบ่าวตามหาตัวเจ้าสาวล่ะ ก็พรุ่งนี้งานแต่งงานแล้วนี่นา" กวินใบหน้าบึ้งตึงพลางผลักเปิดประตูห้องทีละห้องอย่างไม่สบอารมณ์ จนกระทั่งเมื่อประตูห้องสุดท้ายถูกเปิดออก พวกเขาจึงได้เห็นร่างของฉันที่ซุกตัวกลมเป็นก้อนอยู่ตรงมุมห้องอันมืดมิด กวินสะกดกลั้นอารมณ์โกรธแล้วเดินตรงเข้ามาหาฉัน "เธอเล่นบ้าอะไรของเธออีกเนี่ย" เขาดึงรั้งเสื้อผ้าหนาหนักที่ห่อหุ้มตัวฉันออกทีละชิ้นอย่างรำคาญใจ จนกระทั่งร่างกายของฉันถูกเปิดเผยต่อสายตาทุกคนอย่างไม่มีอะไรบดบัง กวินพลันเบิกตากว้าง แข็งทื่อไปในทันที ความเงียบงันป่าช้าเข้าครอบงำบรรยากาศรอบตัวในพริบตา 4 ผิวหนังที่เหี่ยวย่นแห้งกรัง เส้นผมอันเบาบางแทบไม่เหลือ และดวงตาที่ลึกโหลไร้แวว ทุกคนในที่นั้นต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจกลัว ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมาสักคำ กวินขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม "เธอ..." ทว่ารินดากลับหลุดหัวเราะคิกคักออกมาในวินาทีนั้น "คิก พี่ปลาเล่นคอสเพลย์อยู่เหรอคะ" "แต่งหน้าเอฟเฟกต์ได้สมจริงมากๆ เลยค่ะ รินตกใจหมดเลย" กลุ่มเพื่อนๆ ด้านหลังได้ยินดังนั้นต่างก็พากันพรูลมหายใจแล้วระเบิดเสียงหัวเราะตาม "โธ่เอ๊ยพี่วิน พี่สะใภ้นี่อารมณ์ขันดีจังนะ พรุ่งนี้ในงานแต่งจะมีโชว์พิเศษแบบนี้ด้วยเหรอ" "แต่งหน้าเอฟเฟกต์ระดับเทพเลยนะเนี่ย เหมือนจริงสุดๆ ไปเลย" สีหน้าของกวินยิ่งทวีความบึ้งตึงและน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ เขาจ้องเขม็งมาที่ฉันอยู่สองสามวินาที แววตาสั่นระริกไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและขยะแขยง "ปลายฟ้า เธอต้องการอะไรกันแน่" "จงใจแต่งหน้าอุปรากรณ์น่าเกลียดเช่นนี้เพื่อทำให้ฉันและคนอื่นอับอายใช่ไหม” ฉันปลายนิ้วสั่นเล็กน้อย เลี่ยงสายตาทุกคน เก็บเสื้อคลุมมาห่อหุ้มร่างกายไว้อีกครั้ง รินดาเอ่ยพูดด้วยอารมณ์สบายๆ “พี่อย่าโกรธนะคะพี่วิน พี่ปลาน่าจะแค่เล่นตลกเท่านั้นเอง” คำพูดของเธอทำให้คิ้วของกวินยิ่งขมวดตึงมากกว่าเดิม “รีบล้างเครื่องสำอางออกให้หมด ถ้าไม่ทำ พรุ่งนี้งานแต่งงานฉันก็จะไม่ไปร่วมงานเด็ดขาด” พูดจบ เขาก็เตรียมจูงมือรินดาเดินออกไป ฉันขยับปลายนิ้วอย่างลำบาก เอื้อมจับปลายเสื้อของเขาเป็นการอ้อนวอนครั้งสุดท้าย “กวิน…” แต่ในพริบตา ปลายนิ้วของฉันก็คลายตัวลงเอง กวินรีบยกเท้าถอยห่างออกไปจากฉันโดยไม่รู้ตัว ทว่าหัวใจกลับเกิดความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุขึ้นมา เขาหยุดยืนชั่วครู่ ขมวดคิ้วเพื่อกดกดอารมณ์อึดอัดที่เกิดขึ้นภายในอก “ปล่อยเธอไว้ตามเดิม พวกเราไปกัน” เมื่อเดินมาถึงประตูบ้าน เขาก็หยุดอีกครั้ง “จำคำพูดฉันไว้ แต่งตัวเรียบร้อยให้ได้ พรุ่งนี้อย่าทำหน้าตาน่าเกลียดมาทำให้ฉันเสียหน้า” กลุ่มเพื่อนๆ กวาดสายตามองร่างกายฉันรอบหนึ่ง ก็พากันหัวเราะร่าเริงตามหลังเขาออกไป “ไปแล้วๆ คืนนี้ตกลงกันว่าจะจัดปาร์ตี้ก่อนแต่งงาน ดื่มเหล้าจนเมาไม่รู้เรื่องเลยนะ” ประตูถูกปิดลงโดยเพื่อนคนสุดท้ายที่ออกจากบ้าน ห้องกลายเป็นเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงติ๊กต็อกของนาฬิกาบนผนัง ทุกครั้งที่เข็มเดินก็ราวกับกำลังนับถอยหลังชีวิตของฉัน จนกระทั่งดวงจันทร์ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นบนฟ้า ในห้วงความคิด ภาพช่วงเวลาที่กวินคุกเข่าขอแต่งงานกับฉันก็แล่นผ่านมา เขาคุกเข่าบนชายหาด นิ้วมือสั่นขณะเปิดกล่องแหวน กวินที่ไม่กลัวอะไรบนโลกกลับมีช่วงเวลาที่ตึงเครียดเช่นนี้ ดวงตาของเขาสะท้อนภาพฉันและพระอาทิตย์ตก ความรักที่แสดงออกในสายตาในขณะนั้นราวกับจะคงอยู่ตลอดกาล “ปลา ชีวิตนี้ฉันไม่เคยขอร้องใคร แต่ขอร้องให้เธอรอฉันสักครู่ได้ไหม” “รอฉันอีกนิด ฉันจะจัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ให้เธอ” สมัยนั้นฉันเชื่อจริงๆ ว่าจะมีความสุขอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่ความเป็นจริงคือ ฉันไม่มีวันรอถึงวันนั้นแล้ว ในห้องสังสรรค์ เหล้าแก้วหนึ่งถูกยื่นมาชิดริมฝีปากกวิน แต่เขาผลักออกไปด้วยอารมณ์ไม่ใส่ใจ เหล้าจึงร่วงหล่นเทลงบนพื้น รินดาใบหน้าเปราะบางเอ่ยถาม “พี่วิน?” กวินตัวสะดุดเล็กน้อย ไม่รู้ว่าทำไม หัวใจกลับอึดอัดอย่างมาก เหมือนมีสิ่งสำคัญกำลังหลุดลอยไปจากตัว เขาอดไม่ได้ จึงขับรถกลับมาคฤหาสน์ก่อนถึงเที่ยงคืน แล้วก็เห็นฉันม้วนตัวมุมหน้าต่างไม่ขยับเลย เขาวิ่งเข้ามาอุ้มฉันไว้ในอ้อมแขน แต่ความรู้สึกจากร่างกายฉันทำให้เขาตกใจจนสุดขั้ว ในที่สุดเขาก็ตระหนักว่านี่ไม่ใช่เครื่องสำอางเอฟเฟกต์แต่อย่างใด “ปลา? ปลา!!” ในภาวะเซื่องซึม ฉันรู้สึกมีมือมาสัมผัสตัวเอง ออกแรงลืมตาขึ้นมา เห็นใบหน้าที่ตึงเครียดของกวิน “เธอเป็นอะไรไปแล้ว?” ฉันเห็นริมฝีปากของเขากำลังขยับพูด แต่หูของฉันกลับได้ยินเพียงเสียงคลื่นมหาสมุทรซัดซบ ไม่สามารถรับรู้คำพูดของเขาได้อีกแล้ว เข็มนาฬิกาบนผนังชี้ตรงเลขสิบสองพอดี แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาเต็มห้อง ฉันไม่สามารถคงร่างมนุษย์ได้อีกต่อไป ขาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นหางเงือกยาว เปล่งแสงอัศจรรย์ภายใต้แสงจันทร์ แล้วแสงนั้นก็ค่อยๆ จางหายอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกดึงเอาพลังชีวิตทั้งหมดออกไป เกล็ดเงือกหลุดร่วงลงทีละแผ่น ผิวหนังแห้งกรังเหมือนโครงกระดูก กวินตาโตออกมาจากความตกใจ มองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่อยากเชื่อ เสียงริงโทนเฉพาะตัวของรินดาสั่นสะเทือนจากในกระเป๋าเสื้อของเขา แต่เขาไม่ทำท่าทีรับสายแม้แต่นิดเดียว ฉันยกศีรษะขึ้น มองเขาแล้วยิ้มเบาๆ “กวิน คุณได้ยินหรือไม่” นิ้วมือที่แห้งเหี่ยวราวเปลือกไม้แตะเบาที่หน้าอกของเขา “ส่วนนี้ของคุณเต็มไปด้วยเลือดของฉัน และมันกำลังบอกคุณว่า——” “ฉันกำลังจะตายแล้ว” รูม่านตาของกวินหดเกร็งอย่างสุดขั้ว