กลายเป็นเพียงเครื่องมือของทั้งครอบครัว

Đang tải thông tin quảng bá...

กลายเป็นเพียงเครื่องมือของทั้งครอบครัว

MotoNovel Hoàn thành

ปีที่ห้าที่แม่แท้ๆ มารับฉันกลับบ้าน โทรศัพท์ของฉันก็มีข้อความเด้งขึ้...

Chương (1)

第1章

1 ปีที่ห้าที่แม่แท้ๆ มารับฉันกลับบ้าน โทรศัพท์ของฉันก็มีข้อความเด้งขึ้นมาอย่างกะทันหัน 【หลังจากได้ความรักจากครอบครัวที่รอมานาน ตอนนี้เธอมีความสุขไหม】 คนส่งคือฉันเองเมื่อห้าปีก่อน ตอนนั้น ฉันยังนอนอยู่บนเตียงในบ้านเด็กกำพร้า จมอยู่กับความดีใจที่ตัวเองกำลังจะมีบ้าน ในมือกำของขวัญแรกพบที่แม่ให้ แล้วพิมพ์ความหวังถึงอนาคตทีละตัว แต่ตอนนี้ แม่กำลังลงโทษฉัน เพราะน้องสาวผลการเรียนตก ต่อหน้าน้อง แม่ตบหน้าฉันจนบวมแดง หูอื้อจนแทบไม่ได้ยิน นิ้วมือถูกเหยียบกดซ้ำๆ จนปวดชา จากนั้นแม่หันไปจ้องน้องสาว แล้วดุเสียงเย็น “แม่ตัดใจตีลูกไม่ได้ ก็เอาเขาเป็นตัวอย่างให้ลูกดู” “ถ้าไม่ตั้งใจเรียน ชีวิตนี้ก็จะเป็นได้แค่แบบเขา โดนใครเหยียบย่ำก็ไม่มีสิทธิ์เงยหน้า” น้องสาวตกใจจนร้องไห้ สาบานว่าจะไม่เอาแต่เล่น ไม่เบื่อเรียนอีก แม่ถึงยอมปล่อยฉัน ฉันเช็ดเลือดตรงมุมปาก ใช้นิ้วที่บิดเจ็บพิมพ์ตอบกลับอย่างยากลำบาก 【อย่ากลับบ้านไปกับเธอ ไม่ใช่ทุกสายเลือดที่ถูกตามหากลับมา เพราะความรัก】 รสคาวเลือดตีขึ้นมาในลำคอ ฉันทนไม่ไหว ไอออกมาอย่างแรง น้องสาวร้องไห้จนแทบขาดใจ จับมือแม่อ้อนวอน “แม่ หนูจะตั้งใจเรียนแล้วจริงๆ” “อย่าลงโทษพี่อีกได้ไหม พี่... ไอเป็นเลือดแล้ว” แม่ดึงน้องออกอย่างอ่อนโยน แต่กลับคว้าผมฉันเต็มแรง บังคับลากใบหน้าที่บวมจนผิดรูปของฉันไปตรงหน้าน้อง “ถ้าลูกรู้สึกผิดกับเขา ก็จำภาพที่เขาถูกตีวันนี้ไว้ให้ดี” “ครั้งหน้า ถ้าสอบไม่ดีอีก โทษของพี่สาวลูกจะไม่ใช่แค่โดนตบหน้าแน่” น้องสาวพยักหน้ารัวๆ รู้สึกผิดจนไม่กล้ามองฉัน เมื่อเห็นว่าขู่ให้น้องกลัวได้แล้ว แม่ก็เผยสีหน้าพอใจ ฉันก้มหน้า กดความเจ็บเปรี้ยวในอกเอาไว้ แล้วกดส่งข้อความที่เพิ่งพิมพ์เสร็จ เมื่อห้าปีก่อน แม่ปรากฏตัวที่สถานสงเคราะห์เด็กอย่างกะทันหัน กอดฉันแล้วร้องไห้จนตัวสั่น เธอบอกว่าตามหาฉันมาตลอดหลายปี จะรับฉันกลับบ้าน เพื่อชดเชยสิ่งที่ติดค้างฉัน ตอนนั้น น้องสาวถูกแม่ตามใจจนเอาแต่ใจ ดื้อรั้น ไม่ฟังใคร โดดเรียน เถียงผู้ใหญ่ ก่อเรื่องไปทั่ว ไม่มีใครคุมอยู่ จนครั้งหนึ่ง น้องสาวถูกจับได้ว่าขโมยของในร้านสะดวกซื้อ แต่ไม่ยอมรับผิด แม่จนปัญญา จึงให้ฉันแขวนป้ายว่า “ขโมย” แล้วคุกเข่าขอโทษอยู่หน้าร้าน น้องสาวถึงได้ตกใจ ร้องไห้ขอโทษเจ้าของร้าน พอแม่เห็นว่าวิธีนี้ได้ผล ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ใช้ฉันเป็นเครื่องมือดัดนิสัยน้อง น้องเถียงแม่ โกหกแม่ แม่ก็เอาเข็มทิ่มริมฝีปากฉันจนเลือดออก น้องทะเลาะวิวาทที่โรงเรียน โดดเรียน แม่ก็พาฉันไปยืนประจานที่หน้าโรงเรียน ใช้ความอับอายของฉันสอนให้น้องรู้จักกลัว ทีละน้อย น้องสาวกลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายขึ้น และบาดแผลบนตัวฉันก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นเอง แม่เช็ดน้ำตาให้น้องสาวเบาๆ แล้วปลอบเสียงต่ำ “พอแล้ว ไม่ร้องนะ” “เมื่อกี้ตกใจมากใช่ไหม” “แม่จองร้านอาหารที่ลูกชอบไว้ เดี๋ยวพาไปกินของอร่อย ดีไหม” น้องพยักหน้า แล้วอ้อนวอนเสียงเบา “พาพี่ไปด้วยได้ไหมคะ” สีหน้าของแม่มืดลงทันที เธอเหลือบมองฉัน น้ำเสียงเย็นเฉียบ “ฝนยังต้องรับโทษแทนลูก อย่างน้อยต้องคุกเข่าถึงพรุ่งนี้เช้า” “ต่อจากนี้ เวลาลูกทำการบ้าน เขาต้องคุกเข่าอยู่ข้างๆ” “เมื่อไหร่คะแนนลูกดีขึ้น เขาถึงจะลุกได้” น้องสาวก้มหน้าต่ำกว่าเดิม ฉันเม้มปาก ปลายนิ้วจิกฝ่ามือจนแตก แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บ “พอแล้ว รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า” “ไปช้า เดี๋ยวร้านไม่มีที่ดีๆ ให้นั่ง” น้องหันกลับมามองฉันลึกๆ แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและหมดหนทาง ตอนเปิดประตู พวกเราพอดีกับเจอเพื่อนบ้านข้างห้อง เพื่อนบ้านเห็นน้องแล้วชมยิ้มๆ “คุณมาลีสอนลูกเก่งจริงๆ เมื่อก่อนน้องดาวดื้อจะตาย เดี๋ยวนี้ดูเรียบร้อยขึ้นเยอะ” พูดจบก็แอบมองเข้ามาในบ้าน แล้วลดเสียงลง “คนในบ้านนั่นลูกสาวคนโตใช่ไหม ทนเก่งจริงๆ อยู่ข้างห้องยังได้ยินเสียงเลย แต่เขาไม่ร้องสักแอะ” แม่ไม่มีสีหน้าละอายเลย กลับดูภูมิใจด้วยซ้ำ “ดาวยังเด็ก ไม่รู้เรื่อง ก็ต้องมีสักคนทำให้เขารู้ว่า เวลาทำผิดต้องจ่ายราคาแบบไหน” ระหว่างเสียงหัวเราะ ประตูบ้านก็ปิดดังปัง ฉันคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ หัวใจเหมือนถูกมือใหญ่กำไว้แน่น ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ข้างตัวก็สว่างขึ้น ข้อความหนึ่งเด้งขึ้นมา 【ทำไมเธอต้องใส่ร้ายแม่】 【เธอไม่รู้หรอกว่าแม่รอให้ฉันกลับบ้านแค่ไหน ทั้งที่แม่มีลูกสาวอยู่แล้ว แต่ยังบอกว่าห่วงฉันที่สุด】 ฉันจ้องหน้าจอโทรศัพท์ ทั้งร่างนิ่งงัน ฉันคุยกับตัวเองในอดีตผ่านข้อความได้จริงๆ วินาทีนั้น ฉันเหมือนเห็นกุญแจที่จะไขชะตาชีวิต ฉันตัวสั่น รีบพิมพ์อย่างรวดเร็ว 【ฉันคือเธอในอีกห้าปีข้างหน้า】 【เชื่อฉัน อย่ากลับบ้านไปกับเธอ】 【การมีอยู่ของเธอ มีไว้แค่เป็นตัวอย่างให้แม่ขู่น้องเท่านั้น】 2 ผ่านไปครู่หนึ่ง ข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมาอีก 【ฉันไม่เชื่อว่าแม่จะทำกับฉันแบบนั้น แม่บอกว่าแม่รักฉัน】 รักเหรอ ฉันมองหน้าจอโทรศัพท์นิ่งๆ หน้าอกฝาดจนเจ็บ ใช่ ตอนที่เพิ่งถูกพากลับบ้าน แม่เคยรักฉันจริงๆ ตอนเธอเห็นร่างผอมจนเห็นกระดูกของฉัน เธอร้องไห้ด้วยความสงสาร หลังกลับบ้าน เธอทำของกินอร่อยๆ ให้ฉันสารพัด เพียงไม่กี่เดือน ฉันน้ำหนักขึ้นหลายกิโล เธอโทษตัวเองที่ประมาทจนฉันหลงทาง รู้สึกติดค้างฉันเสมอ ทุกวันหยุดจึงพาฉันไปสวนสนุก อยากชดเชยวัยเด็กให้ฉัน เธอซื้อสายไหมอร่อยๆ ให้ พาฉันไปถ่ายรูปวันเกิดสวยๆ ตอนฉันป่วยเป็นไข้ เธอก็เฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง “ฝน ไม่ต้องกลัวนะ” “แม่อยู่ตรงนี้ แม่จะอยู่กับลูกตลอด” แม้แต่น้องสาวที่ถูกเธอตามใจมาตั้งแต่เล็ก ยังหึงบ่อยๆ บ่นว่าฉันแย่งความรักของแม่ไป ช่วงเวลานั้นงดงามจนเหมือนฝันที่ไม่จริง ดังนั้นตอนแม่ใช้ฉันเป็นตัวอย่างครั้งแรก แม้ฉันจะตกใจและเสียใจ แต่ก็หลอกตัวเองว่าแม่คงไม่มีทางเลือก แม่คงจำเป็น จนภายหลังฉันถึงได้รู้ว่า ความรักนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย มีหนามแหลมซ่อนอยู่ และสุดท้ายก็กลายเป็นมีดที่กรีดแทงฉัน น้ำตาหยดลงบนหน้าจอ ทำให้ตัวอักษรพร่าเลือน ปลายนิ้วฉันสั่น ค่อยๆ พิมพ์หนึ่งประโยค แล้วกดส่ง 【แต่ความรักของเธอ จะกลายเป็นมีดที่แทงเธอเอง】 ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ ประตูบ้านถูกเปิดออก แม่เห็นฉันคุกเข่าอยู่บนพื้น มือยังกำโทรศัพท์ สีหน้าก็หม่นลงทันที เธอไม่พูดอะไร ยกเท้าเตะไหล่ฉันเต็มแรง หน้าผากฉันกระแทกมุมโต๊ะพอดี ความปวดทึบแล่นขึ้นมา ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะกลายเป็นสีแดงเข้ม เสียงตวาดของแม่ระเบิดข้างหู “ให้คุกเข่ารับโทษ แต่ยังมีอารมณ์เล่นโทรศัพท์อีกเหรอ” “ก็เพราะท่าทีของแกไม่จริงจัง ไม่ยอมรับโทษดีๆ ดาวถึงไม่รู้ว่าตัวเองผิดตรงไหน” จมูกฉันแสบขึ้นมา อยากอธิบาย “แม่ ไม่ใช่นะ เมื่อกี้หนูแค่...” ยังไม่ทันพูดจบ ฝ่ามือดังสนั่นก็ตบลงบนแก้มอีกข้างของฉัน “เดี๋ยวนี้หัดเถียงแม่แล้วใช่ไหม” “โทษเมื่อกี้ไม่นับ ตบหน้าอีกข้างให้บวมเอง จะได้จำไว้” น้องสาวสะดุ้ง รีบดึงแขนเสื้อแม่ อ้อนวอน “แม่ พอเถอะ หนูรู้แล้วว่าหนูผิด” “อย่าลงโทษพี่อีกเลยได้ไหม” แม่สะบัดมือเธอออกเบาๆ แล้วดุเสียงแข็ง “เขารับโทษแบบขอไปที แล้วลูกจะจำราคาของความผิดได้ยังไง” “ลงมือสิ ตบให้ครบหนึ่งร้อยครั้ง ห้ามหยุด” ฉันกลืนความเจ็บในอก ค่อยๆ ยกมือขึ้น แล้วตบลงบนใบหน้าตัวเอง แม่แค่นหัวเราะเย็นชา “ฉันไม่เคยให้ข้าวแกกินหรือไง ทำไมแรงเบาเหมือนคนไร้ค่าแบบนี้” สิ้นเสียง เธอก็เหวี่ยงแขนตบหน้าฉันเต็มแรง แก้มซ้ายบวมแดงขึ้นทันที แม่ลูบฝ่ามือตัวเองที่เจ็บ แล้วพูดอย่างรำคาญ “เอาแรงประมาณนี้” ฉันกลั้นน้ำตา ยกมือตบหน้าตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าภายใต้สายตาของแม่ จนตาบวมแทบลืมไม่ขึ้น มุมปากแตกมีเลือดซึม แก้มบวมช้ำจนน่ากลัว เธอถึงให้หยุด แม่เห็นสภาพฉันแล้ว ในที่สุดก็มีสีหน้าพอใจ เธอลุกขึ้นเดินมาตรงหน้า ร่างฉันเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ หลับตาแน่น แต่เธอกลับค่อยๆ นั่งยองๆ แล้วหยิบยาที่เตรียมไว้ ทาลงบนแก้มบวมของฉัน ตอนมือเธอแตะโดนฉัน ฉันสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ นิ้วของแม่ชะงัก เธอถอนหายใจอย่างอ่อนใจ “ฝน ลูกต้องเข้าใจความหวังดีของแม่นะ” “เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ดีด้วยกัน เสียด้วยกัน” “ลูกเชื่อฟังและรู้ความกว่าดาว ก็ต้องช่วยแม่สอนน้อง” “มีแค่เขาเก่งขึ้น เชื่อฟังขึ้น ไม่ไปก่อเรื่องข้างนอกอีก เราถึงจะอยู่กันอย่างสงบได้” จากนั้นเธอหยิบสำลีชุบแอลกอฮอล์ เช็ดแผลบนหน้าผากให้ฉันเบาๆ ทุกครั้งที่แตะลงมา ความปวดแสบก็แล่นลึกถึงหัวใจ แต่ฉันไม่หลบ ในที่สุด ฉันรวบรวมความกล้ามองเธอ แล้วอ้อนวอนเสียงเบา “แม่... ต่อไปอย่าใช้หนูสอนน้องอีกได้ไหม” “กลางคืนทีไร แผลบนตัวหนูเจ็บจนหลับไม่ลง” “แล้วก็... หูข้างขวาของหนูใกล้จะไม่ได้ยินแล้ว” แม่ชะงักไปชั่ววินาที ฉันคิดว่าตัวเองพูดให้เธอหวั่นไหวได้ จึงค่อยๆ จับมือเธอไว้ “แม่ ตอนที่แม่รับหนูกลับมา เพราะแม่รักหนูใช่ไหม” “เพราะงั้น...” เพียะ เสียงตบแสบแก้วหูดังขึ้นอีกครั้ง หูขวาของฉันปวดร้าวจนชา “ตอนนี้แกกล้าขัดใจฉันแล้วเหรอ” “ฉันนึกว่าแกเป็นเด็กที่เชื่อฟังที่สุด ที่แท้ก็หัดทำตัวน่าสงสาร จะทำลายครอบครัวนี้ใช่ไหม” “หนู...” ฉันเสียงแหบ อยากอธิบาย แต่สิ่งที่รออยู่คือคำด่ารุนแรงของแม่ที่ถาโถมเหมือนพายุ คืนนั้นฉันคุกเข่าทั้งคืน เช้าวันต่อมา หน้าจอโทรศัพท์สว่างขึ้นอีกครั้ง 【แต่ฉันยังไม่เชื่อ นอกจากเธอจะพิสูจน์ให้ฉันเห็น】 3 ฉันยกกล้องขึ้นถ่ายใบหน้าที่บวมช้ำของตัวเอง แต่ปลายนิ้วค้างอยู่เหนือปุ่มส่ง ไม่ยอมกดลงไป ในหัว ภาพในอดีตผุดขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ข้าวต้มที่แม่เคี่ยวให้ด้วยมือของเธอ อ้อมกอดอุ่นๆ ตอนฉันป่วย และรอยยิ้มตอนเธอลูบหัวฉันแล้วพูดว่า “ฝนของแม่เชื่อฟังที่สุด” แม้ความทรงจำนั้นจะเลือนรางแล้ว แต่ฉันก็ยังหวงแหนมันอย่างน่าเวทนา ฉันมองปฏิทิน อีกหนึ่งเดือนน้องสาวก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าเธอสอบติดดีๆ ฉันจะไม่ต้องถูกลงโทษอีกใช่ไหม แม่จะกลับมารักฉันเหมือนเมื่อก่อนได้ไหม คิดถึงตรงนี้ ฉันก็ลบรูปนั้นทิ้งเงียบๆ ตอนนั้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ปลายสายคือเสียงแม่ ไร้ความอบอุ่นแม้แต่นิด “ฝน ไปโรงเรียนของดาวเดี๋ยวนี้” ฉันคิดว่าน้องเกิดเรื่อง รีบเปิดประตูวิ่งออกไป เมื่อไปถึงห้องพักครู ฉันเห็นแม่หน้าเคร่ง น้องสาวยืนตาแดงอยู่ข้างๆ อย่างน้อยใจ หัวใจฉันหดเกร็ง เผลอถอยหลังโดยไม่รู้ตัว เพิ่งจะหันหนี เสียงเย็นของแม่ก็ดังจากด้านหลัง “ฝน เข้ามา” ครูประจำชั้นเห็นหน้าฉันบวมช้ำก็ชะงักเล็กน้อย แต่กดความสงสัยไว้ แล้วหันไปมองน้องสาว “อีกเดือนเดียวก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วนะคะ” “ตอนนี้เป็นช่วงสำคัญที่สุด แต่น้องดาวกลับมีข่าวคบหากับเพื่อนชายในโรงเรียน” “ถ้ากระทบการสอบ ผลเสียจะหนักมาก” “หนูไม่ได้คบใครนะคะ” น้องสาวรีบอธิบาย “หนูแค่ทำโจทย์ไม่ได้ เลยถามเพื่อน” ครูประจำชั้นหยิบโทรศัพท์ เปิดรูปหนึ่งให้แม่ดู “ดูสิคะ ยังโกหกอีก สองคนก้มหน้าแนบกันขนาดนี้ เหมือนกำลังจูบกันชัดๆ ยังเอาเรื่องเรียนมาอ้างอีก” มุมภาพนั้นชวนเข้าใจผิดมาก น้องสาวกับเพื่อนชายก้มหน้าเข้าใกล้กันจริงๆ “ไม่... ไม่ใช่นะคะ” น้องลนลาน ส่ายหน้าไม่หยุด “หนูไม่ได้คบใครจริงๆ ถ้าไม่เชื่อ...” “พอแล้ว” เสียงตวาดของแม่ตัดคำพูดของน้องอย่างแข็งกระด้าง “ดาว นี่ใช่เหตุผลที่คะแนนลูกตกหรือเปล่า” วินาทีต่อมา แม่พุ่งเข้ามาคว้าผมฉัน แล้วลากฉันออกไปนอกห้อง ครูประจำชั้นตกใจ รีบห้าม “คุณแม่ดาวคะ ทำอะไรคะ ค่อยๆ คุยกันก็ได้” แม่กดความโกรธไว้ แล้วอธิบาย “ครูไม่ต้องยุ่งค่ะ ฉันต้องลงโทษพี่สาวเขาให้เป็นตัวอย่าง ดาวถึงจะยอมรับว่าตัวเองผิด” “แต่ว่า...” สายตาครูตกลงบนใบหน้าบวมช้ำของฉัน เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรอีก น้องสาวร้องไห้ ดึงมือแม่ไว้ “แม่ หนูไม่ได้คบใครจริงๆ ปล่อยพี่เถอะ” แม่ไม่สนเสียงร้องของน้อง ลากฉันไปถึงหน้าโรงเรียน บนทางเดินที่มีคนผ่านไปมา เธอเริ่มดึงเสื้อผ้าของฉันให้ยับยุ่ง ฉันกอดขาแม่ ร้องขอชีวิต น้องสาวร้องจนแทบพัง คุกเข่าต่อหน้าแม่ แต่แม่ไม่ขยับใจเลย ฉันขดตัว ใช้สองมือปกป้องตัวเองเต็มแรง ความสิ้นหวังและอับอายท่วมทับจนแทบหายใจไม่ออก แม่ชี้มาที่ฉัน แล้วมองน้องสาวที่ทรุดอยู่บนพื้นด้วยความตกใจ “เห็นไหม นี่คือผลของการไม่รักศักดิ์ศรีตัวเอง” “ถ้ายังไปยุ่งกับผู้ชายคนนั้น ต่อไปลูกก็จะตกต่ำเหมือนเขา” น้องสาวตัวสั่น ลุกขึ้นจากพื้น ความรู้สึกที่อัดแน่นมานานระเบิดออกมาในที่สุด “หนูทนไม่ไหวแล้ว” “ทำไมทุกครั้ง แม่ต้องเอาร่างกายพี่มาลงโทษหนู” “หนูบอกแล้วว่าไม่ได้คบใคร ทำไมแม่ยังไม่ฟังอะไรเลย แล้วทำให้พี่อับอายแบบนี้” “บ้านหลังนี้มันคือฝันร้ายชัดๆ” พูดจบ เธอก็เดินออกจากโรงเรียนไปโดยไม่หันกลับ แม่มองแผ่นหลังของน้องสาว แล้วแข็งค้างอยู่กับที่ เธอพึมพำ “ทำไมครั้งนี้ดาวไม่เชื่อฟัง” “ต้องเป็นเพราะโทษยังไม่หนักพอ” จากนั้นเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก “ช่วยหาคนเร่ร่อนมาให้ฉันคนหนึ่ง” 4 ไม่นาน รถตู้เก่าคันหนึ่งก็จอดตรงหน้าฉัน ฉันหวาดกลัวจนหน้าซีด อ้อนวอนแม่ว่าอย่าพาฉันไป แต่แม่ก็ลากฉันขึ้นรถอย่างไร้ความปรานี รถแล่นสะเทือนมาตลอดทาง สุดท้ายหยุดที่โรงงานร้างแห่งหนึ่งซึ่งแทบไม่มีผู้คน แม่กระชากผมฉัน ลากฉันลงพื้น แล้วเงยหน้ามองชายเร่ร่อนคนนั้น เธอยกโทรศัพท์ขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ “จัดการให้ฉันที... ลูกสาวคนเล็กของฉันไม่รู้จักรักตัวเอง ฉันต้องให้เขาเห็นว่าถ้าเดินผิดทางจะต้องเจออะไร” ชายคนนั้นยิ้มเผยฟันเหลือง ถูมือแล้วค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ ฉันถอยหนีสุดแรง เสียงร้องแตกพร่าในลำคอ “แม่ อย่า อย่าทำแบบนี้กับหนู” แม่เปลี่ยนโทรศัพท์เป็นโหมดอัดวิดีโอ สีหน้าไร้อารมณ์ “ฝน ถ้าวันนี้ไม่ทำให้ดาวตื่น” “ชีวิตเขาจะพังทั้งชีวิต” แต่ชีวิตของฉันก็กำลังจะถูกทำลายเหมือนกัน วินาทีต่อมา ความอับอายและความหวาดกลัวถาโถมเข้ามาราวกับน้ำดำมืด ฉันกรีดร้อง ดิ้นรนสุดแรง แต่ทุกอย่างในโรงงานร้างนั้นเย็นชาและไร้ทางหนี แม่ยืนอยู่ไม่ไกล มุมปากมีรอยยิ้ม เธอตั้งใจบันทึกภาพความพังทลายของฉันเอาไว้ สุดท้าย เธอพยักหน้าอย่างพอใจ “พอแล้ว” “ปล่อยเขา ภาพพอแล้ว” “ครั้งนี้ดาวจะได้รู้เสียทีว่า เดินผิดทางแล้วปลายทางเป็นยังไง” ชายคนนั้นรับเงินแล้วเดินออกจากโรงงาน ฉันขดตัวอยู่บนพื้น สั่นเหมือนใบไม้ในพายุ หัวใจเหมือนถูกมีดเย็นจัดแทงทะลุ ความรักเสี้ยวสุดท้ายที่เคยมีให้แม่ แตกละเอียดจนไม่เหลืออะไร ฉันเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์ที่ตกอยู่ข้างๆ ถ่ายรูปตัวเองในสภาพพังยับเยิน แล้วส่งให้ตัวเองเมื่อห้าปีก่อน 【นี่แหละ นรกที่แม่สร้างไว้ให้เธอในอีกห้าปีข้างหน้า】 ทำทุกอย่างเสร็จ ฉันลากร่างกายที่เหมือนแตกสลายไปทีละก้าว ขึ้นไปบนดาดฟ้าโรงงาน แม่ไม่ทันสังเกตเห็นฉัน เธอกำลังตื่นเต้นส่งวิดีโอที่ทำให้ฉันอับอายไปให้น้องสาว “ดาว ดูให้ชัด ถ้าไม่อยากลงเอยแบบพี่ ก็เลิกยุ่งกับคนนั้นเดี๋ยวนี้” “แม่ไม่ทำร้ายลูกหรอก” “ถ้ายังดื้อไม่เลิก แม่จะทำให้เรื่องมันหนักกว่านี้” “เชื่อฟัง แล้วกลับบ้านมายอมรับผิด” ฉันยืนอยู่ริมดาดฟ้า ก้มมองเธอ แววตาว่างเปล่าเหมือนทุ่งร้าง อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าตอนนั้นฉันไม่ยอมกลับบ้านมากับเธอ เรื่องทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นใช่ไหม วินาทีต่อมา ฉันหลับตาลง ปล่อยตัวเองให้ร่วงสู่ความมืด พร้อมกันนั้น โทรศัพท์ก็ดังขึ้น 【ที่แท้ฉันในอนาคตเจ็บปวดขนาดนี้ เธอวางใจเถอะ ฉันจะไม่ไปกับเธอ】 ตอนนั้นเอง แม่ได้รับสายจากครูประจำชั้น น้ำเสียงอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “คุณแม่ดาวคะ ขอโทษจริงๆ ค่ะ ฉันเข้าใจดาวผิดไป” “เขาแค่คุยเรื่องเรียนจริงๆ ไม่ได้คบใครค่ะ” ร่างแม่แข็งค้าง “จริงเหรอคะ งั้นก็ดีแล้ว” “ไม่เป็นไร... ฝนก็ถือว่าเป็นตัวอย่างให้ดาวระวังตัว” หลังวางสาย แม่ถึงเพิ่งพบว่ารอบตัวไม่มีฉันอยู่แล้ว เธอรีบวิ่งออกไป แต่เห็นเพียงโทรศัพท์เครื่องหนึ่งที่แตกอยู่บนพื้น หน้าจอกำลังสว่าง