Đang tải thông tin quảng bá...
หยุดไว้ที่ยี่สิบแปด
ฉันมีนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่งที่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ห้านาที ในวันเ...
Chương (1)
第1章
1
ฉันมีนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่งที่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ห้านาที
ในวันเกิดครบรอบอายุยี่สิบแปดปีของฉัน
สามีประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตคาที่ระหว่างทางไปซื้อเค้กวันเกิดมาให้ฉัน
เพื่อช่วยชีวิตเขากลับมา ฉันยอมหยิบนาฬิกาเรือนนั้นออกมาจากส่วนลึกของตู้เสื้อผ้า
ทว่าแต่ละครั้งย้อนเวลากลับไปได้เพียงห้านาทีเท่านั้น เพื่อยื้อชีวิตเขากลับมา
ฉันต้องหมุนเข็มนาฬิกาย้อนเวลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยอมเผชิญกับแรงกระแทกจนเลือดอาบศีรษะนับครั้งไม่ถ้วน
ในที่สุด หลังจากการพยายามถึงสามสิบครั้ง
ฉันเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานด้วยความเร็วหนึ่งร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง
คำนวณเวลาแตะเบรกอย่างแม่นยำ จนสามารถช่วยเขาไว้ได้สำเร็จ
แต่ทว่า เมื่อกระจกรถเลื่อนลงมา
ภัทรกลับกวาดสายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจ
"เธอรนหาที่ตายเพื่อช่วยฉันขนาดนี้ คงจะรักฉันจนโงหัวไม่ขึ้นเลยสินะ
แต่ดูสารรูปตัวเองตอนนี้สิ
แก่จนหนังเหี่ยวขนาดนี้แล้วยังอุตส่าห์ดิ้นรนมาช่วยฉันอีก
ตอนนี้ก็ดีเลย ดูซิว่าสภาพแบบนี้จะเอาอะไรไปแข่งชิงมงกุฎนางงามกับลลินได้อีก"
ฉันยืนอึ้งอยู่กับที่ จู่ๆ ก็นึกถึงผลข้างเคียงร้ายแรงของนาฬิกาเรือนนี้ขึ้นมาได้
การย้อนเวลาหนึ่งครั้ง แลกกับการที่อายุขัยของฉันจะถูกเร่งให้เร็วขึ้นไปหนึ่งปี
และฉันเพิ่งใช้มันไปถึงห้าสิบครั้ง เวลาห้าสิบปีจึงปลิวผ่านไปในชั่วพริบตา ในตอนนี้
ฉันได้กลายเป็นหญิงชราวัยเจ็ดสิบแปดปีไปเสียแล้ว
...
"คุณ ตั้งใจงั้นเหรอ"
"แน่นอนสิ ลลินอยากได้มงกุฎราชินีความงามปีนี้
แต่เธอเล่นครองแชมป์มาสิบปีซ้อนไม่ยอมแบ่งใคร
ฉันเลยไม่มีทางเลือกต้องใช้วิธีนี้" ภัทรชายตามองฉันด้วยแววตาแฝงความนัยลึกซึ้ง
"ต้องขอบใจนาฬิกาข้อมือของเธอจริงๆ
ไม่อย่างนั้นแผนการที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้คงไม่มีวันสำเร็จได้หรอก"
ความลับของนาฬิกาเรือนนี้ ฉันเป็นคนบอกเขาเองเมื่อห้าปีก่อน
ตอนนั้นเพื่อช่วยให้ภัทรได้เซ็นสัญญาธุรกิจครั้งสำคัญ
ฉันเคยย้อนเวลาไปสามครั้ง และนั่นทำให้ฉันต้องสูญเสียลูกคนแรกของเราไป
หลังจากที่เขาคาดคั้นถามซ้ำๆ ฉันจึงยอมสารภาพความจริง
พอเขารู้เรื่องเข้าก็นับเป็นครั้งแรกที่เขาอาละวาดใส่ฉันอย่างรุนแรง
และสั่งห้ามไม่ให้ฉันแตะต้องนาฬิกาเรือนนี้อีกเด็ดขาด ในตอนนั้น
เขาประคองใบหน้าของฉันพลางหลั่งน้ำตาด้วยความปวดใจ
สัญญาว่าจะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองเพื่อให้ฉันมีความสุข
ตั้งแต่นั้นมา เขาทำงานหนักแทบไม่ได้พักผ่อน ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาทีละก้าว
นาฬิกาเรือนนั้นจึงถูกเก็บลึกสุดใจไว้ในก้นตู้ ทว่าในวันนี้
เขากลับยอมให้ฉันสูญเสียอายุขัยไปหลายสิบปี
เพียงเพื่อผู้หญิงที่ชื่อลลินคนเดียว
"คุณไม่กลัวบ้างเลยเหรอ ว่าฉันจะช่วยคุณไว้ไม่ได้"
ถึงแม้ฉันจะย้อนเวลาได้นับครั้งไม่ถ้วน
แต่ชีวิตคนเราย่อมมีขีดจำกัด หากเกิดความผิดพลาดจนฉันช่วยเขาไว้ไม่ทันล่ะ
เขาเหลือบมองฉันด้วยรอยยิ้มหยันในที "ก็เพราะว่า ฉันไม่มีวันตายอยู่แล้วไงล่ะ"
แต่ว่า ฉันเห็นกับตาว่าเขานอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นถนน
แถมยังมีใบมรณบัตรส่งมาจากโรงพยาบาลอีกด้วย
ภัทรล้วงถุงเลือดปลอมออกมาจากกระเป๋าเสื้อ "ก็แค่ทริกเล็กๆ น้อยๆ น่ะ
ส่วนเรื่องโรงพยาบาลฉันก็ติดสินบนจัดการไว้หมดแล้ว"
ที่แท้ เขาก็ไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายเลยสักนิด
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่จัดขึ้นเพื่อลวงให้ฉันแก่ชราลงไปเอง
"แต่ไม่ต้องห่วงนะ ถึงภายนอกเธอจะดูไม่ได้เหมือนแต่ก่อน
แต่เธอก็ยังคงเป็นคุณนายภัทรเดชอยู่เหมือนเดิม
เรื่องนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปอีกหลายสิบปีแน่นอน"
หลายสิบปีงั้นหรือ เขาคิดว่าฉันแค่สูญเสียความเยาว์วัยไปภายนอกเท่านั้น
แต่เขาไม่มีวันรู้เลยว่า
อีกไม่นานร่างกายของฉันก็จะเริ่มเสื่อมสภาพ
เจ็บป่วย และเผชิญกับความตายเหมือนคนแก่วัยใกล้ฝั่งจริงๆ
ฉันไม่มีเวลาเหลืออีกหลายสิบปีแล้ว
ภัทร
ฉันกำลังจะอ้าปากพูด แต่เขากลับเปิดประตูรถแล้วก้าวลงมาอย่างรวดเร็ว
เดินผ่านร่างของฉันไปอย่างไร้เยื่อใย
มุ่งตรงไปยังด้านหลัง
"ลลิน"
ฉันค่อยๆ หันกลับไปมองอย่างแข็งทื่อ
ลลินโผเข้ากอดภัทรพลางทุบตีอกเขาประท้วงด้วยน้ำตา
"คุณทำฉันหัวใจจะวายรู้ไหมคะ ฉันนึกว่าคุณเป็นอะไรไปจริงๆ เสียแล้ว"
ภัทรเช็ดน้ำตาให้เธอด้วยสายตาแสนรักใคร่เอ็นดู "โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคนดี
ดูสิว่าฉันซื้อเค้กอะไรมาให้เธอ หืม"
เค้กงั้นเหรอ ความรู้สึกเจ็บจี๊ดแล่นพล่านขั้วหัวใจ
ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคั้นจนฉันแทบหายใจไม่ออก
มิน่าล่ะ ทั้งที่รู้ดีว่าฉันแพ้มะม่วงอย่างรุนแรง
แต่เค้กท้ายรถกลับเป็นรสชาติมะม่วงที่ฉันไม่เคยแตะต้อง
ตอนแรกฉันยังหลงคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาคงยุ่งจนลืมไป ที่แท้
เค้กชิ้นนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับฉันตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก
ภัทรจูงมือลลินไปเปิดท้ายรถกระบะ ลูกโป่งหลากสีสันลอยละลิ่วออกมาจากด้านใน
"รสหวานอมเปรี้ยวของมะม่วงที่เธอโปรดปรานไงล่ะ
ฉันตั้งใจขับรถไปซื้อจากร้านดังฝั่งตะวันออกของเมืองที่เธอชอบที่สุดเลยนะ"
ลลินเอนซบแผ่นอกเขาพลางทำเสียงออดอ้อนกระเง้ากระงอด "บ้าจริง ใครเป็นภรรยาคุณกันคะ"
ในเมื่อเค้กไม่ใช่ของฉัน ข้อความหวานซึ้งที่เขียนว่ารักเมียที่สุดบนหน้าเค้กนั้น
ย่อมไม่ได้หมายถึงฉันเช่นกัน หยาดน้ำตารื้อขึ้นมาคลอเบ้า
ฉันได้แต่จิกเล็บลงบนง่ามมือนิ่งๆ
ฝืนทนไม่ให้หยาดน้ำตาไหลทะลักออกมาต่อหน้าพวกเขา
ราวกับเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีฉันยืนอยู่ตรงนี้ ลลินจ้องมองฉันตาไม่กระพริบ
ดวงตาคู่สวยค่อยๆ เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ
"เธอ รัญชนางั้นเหรอ ทำไมสภาพเธอถึงได้ดูน่าเกลียดขนาดนี้ล่ะ คุณภัทรก็จริงเลย
ลลินแค่เปรยๆ เล่นๆ ว่าอยากเห็นรัญน่าเกลียดดูบ้าง
คุณก็จัดให้ซะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย โหย
เหี่ยวจนดูแทบไม่ได้ น่าขยะแขยงชะมัด"
เธอเอามือบีบจมูกพลางทำท่าทางรังเกียจราวกับว่าร่างของฉันมีกลิ่นอายคนแก่โชยออกมา
ภัทรดึงลลินเข้าไปกอดแนบอก ใช้มือปิดตาเธอไว้ พลางตวัดสายตาเย็นชามามองฉัน
"เธอทำตัวสกปรกจนระคายสายตาลลินหมดแล้ว ขอโทษเธอซะ"
ฉันโกรธจนตัวสั่น แต่แทนที่จะร้องไห้โฮ กลับหัวเราะเยาะหยันตัวเองออกมาแทน "ไม่"
"รัญชนา ฉันสั่งให้เธอขอโทษลลินเดี๋ยวนี้
ไม่อย่างนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ฉันจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยสะสางให้แน่
ซิ่งรถเร็วขนาดนั้นในเขตเมืองหลวง ใบขับขี่เธอโดนยึดแน่
แถมยังต้องติดคุกตารางไปอีกครึ่งเดือน
ถ้ามีประวัติอาชญากรติดตัวแล้ว ต่อไปจะใช้ชีวิตอยู่ยังไง"
เพื่อช่วยชีวิตเขา
ฉันเหยียบคันเร่งมิดไมล์ถึงร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงกว่าจะตามเขาทัน
ในลูปเวลาหลายสิบครั้งก่อนหน้านั้น ฉันประสบอุบัติเหตุรุนแรงปางตาย
เฉียดเข้าใกล้ประตูนรกไปไม่รู้กี่รอบ
แต่ทว่าในลูปที่ฉันช่วยเขาไว้ได้สำเร็จนี้
ความพยายามนั้นกลับกลายมาเป็นชนักติดหลังที่เขาใช้ข่มขู่ฉันเสียเอง
"ฉันไม่ขอโทษ!"
ภัทรหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทำท่าจะต่อสายหาใครบางคน ฉันไม่ได้ห้ามปราม
เพียงแต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น "โทรสิ
ถ้าคุณไม่อยากให้ลลินได้มงกุฎนางงามปีนี้อีกต่อไปแล้ว"
ฉันครองตำแหน่งราชินีความงามอันดับหนึ่งติดต่อกันมาสิบปี
ย่อมมีเส้นสายและฐานอิทธิพลในวงการนี้อยู่ไม่น้อย
ขณะที่ภัทรไม่ได้มีคอนเนกชันในด้านนี้มากนัก
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่วางแผนชั่วร้ายแบบนี้เพื่อบีบฉันให้พ้นทางหรอก
เมื่อได้ยินคำพูดของฉัน ภัทรชะงักลังเลไปอึดใจหนึ่ง
ก่อนจะเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าเสื้อตามเดิม
การกระทำเล็กๆ นี้ กลับทำให้หยาดน้ำตาที่ฉันสะกดกลั้นเอาไว้ร่วงเผาะลงมาทันที
เพราะความกังวลในตัวลลิน
เขาถึงไม่กล้าเสี่ยงแม้แต่เศษเสี้ยวของโอกาสสำเร็จ
ก็เหมือนกับในอดีตที่เขาไม่ยอมให้ฉันเดินกลับบ้านคนเดียวในตอนกลางคืนไม่มีผิด
มีเพียงความรักอันลึกซึ้งเท่านั้น
ที่จะทำให้คนเราหวาดกลัวต่อความผิดพลาดได้ขนาดนี้
ลลินยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักออกมาเสียงดัง "ตลกจังรัญชนา
ไม่ส่องกระจกชะโงกดูสารรูปตัวเองตอนนี้หน่อยเหรอ
สภาพร่วงโรยแบบนี้ ใครเขาจะเชื่อว่าเธอเคยเป็นสาวงามอันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ กันล่ะ
คิดจะมาขัดขวางไม่ให้ฉันได้ที่หนึ่งงั้นเหรอ ช่างกล้าพูดเนอะ
ขืนเอาเธอไปทิ้งไว้ในงานประกวด
คนอื่นคงคิดว่าเป็นป้าแม่บ้านทำความสะอาดห้องน้ำแถวนั้นมากกว่าละมั้ง"
ฉันก้มมองมือที่เหี่ยวย่นสั่นเทาของตัวเอง
พลางยกมันขึ้นหมายจะตบหน้าผู้หญิงตรงหน้าอย่างสุดแรง
ถึงฉันจะแก่ลง แต่ฉันก็คือรัญชนา
ทว่าภัทรกลับคว้าข้อมือฉันไว้ได้อย่างง่ายดายโดยแทบไม่ต้องออกแรง
เขาบีบข้อมือฉันแน่น
ก่อนจะสะบัดร่างของฉันล้มลงไปกองกับพื้นอย่างไม่ใยดี
"รัญชนา เธอคิดว่าตัวเองยังเป็นนางงามผู้สูงส่งดั่งหงส์ฟ้าเหมือนเมื่อก่อนงั้นเหรอ
ไปหาส่องกระจกดูซะเถอะ สภาพเธอตอนนี้
แม้แต่จะถือรองเท้าให้ลลินยังไม่มีค่าพอเลยด้วยซ้ำ"
ลลินแอบอยู่ด้านหลังภัทร ส่งรอยยิ้มเย้ยหยันเจ้าเล่ห์มาให้ฉัน
ร่างของฉันกระแทกพื้นดินอย่างแรงโดยไม่ทันตั้งตัว
เศษหินแหลมคมบนพื้นบาดลึกเข้าที่ฝ่ามือจนเลือดซึม
ความเจ็บปวดทางกายบวกกับความช้ำใจในส่วนลึกทำให้ฉันกักเก็บน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นสู่พื้นดินอย่างบ้าคลั่ง
แววตาอันเย็นชาของภัทรอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง แต่มันก็เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
เขาก้มลงดึงสติกเกอร์คำว่า ที่นั่งเฉพาะของรัญชนา
ที่ติดอยู่ตรงคอนโซลฝั่งข้างคนขับออกอย่างไร้เยื่อใย
ก่อนจะประคองลลินเข้าไปนั่งแทนที่
สติกเกอร์แผ่นนั้น เขาเป็นคนบรรจงติดมันไว้ด้วยตัวเองเมื่อสามปีก่อน
ตอนนั้นมีเด็กฝึกงานคนหนึ่งพยายามจะนั่งเบาะข้างคนขับ
ภัทรทำหน้าตึงกระชากตัวเธอลงมาและไล่ออกในวันนั้นทันที
เขาใช้ทิชชูเปียกผสมแอลกอฮอล์เช็ดเบาะวนไปวนมาตั้งหลายรอบจนมั่นใจว่าสะอาด
จึงยอมให้ฉันก้าวขึ้นไปนั่ง หลังจากวันนั้น
เบาะข้างคนขับตัวนี้ก็มีสติกเกอร์บ่งบอกความเป็นเจ้าของของฉันติดไว้เสมอ
แต่ทว่าในยามนี้ ภัทรกลับยืนมองฉันจากมุมสูงพลางเค้นเสียงหัวเราะเยาะหยัน
"รัญชนา คนหยิ่งยโสอย่างเธอก็ร้องไห้เป็นกับเขาด้วยเหรอ
ฉันนึกว่าหัวใจเธอทำด้วยหินจนไม่มีน้ำตาซะอีก"
คนอย่างฉันจะร้องไห้ไม่เป็นได้อย่างไรกัน
ปีนั้นเขาต้องออกไปดื่มเหล้าเข้าสังคมเพื่อหาลูกค้าจนเกิดอาการกระเพาะอาหารทะลุต้องหามส่งโรงพยาบาล
ฉันกอดร่างไร้สติของเขาพลางร้องไห้โฮจนแทบขาดใจเป็นครั้งแรกในชีวิต ในตอนนั้น
เขาลืมตาขึ้นมาด้วยใบหน้าซีดเผือด ยิ้มปลอบประโลมฉันอย่างอ่อนโยน
"รัญ ฉันจะดูแลเธอให้เป็นเจ้าหญิงที่สง่างามที่สุดตลอดไป
จะไม่มีวันปล่อยให้น้ำตาของเธอต้องไหลอีกแม้แต่หยดเดียว"
แต่พอมาวันนี้ ยามที่ฉันหลั่งน้ำตา เขากลับมองมันด้วยความรำคาญใจ
ภัทรกระชากแขนฉันอย่างแรง
ก่อนจะยัดร่างของฉันเข้าไปในห้องเก็บของท้ายรถ
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ในตอนที่สติของฉันเริ่มจะเลือนรางเต็มที
รถก็หยุดสนิทลง
ภัทรพาร่างอันทรุดโทรมของฉันมาถึงสถานที่จัดงานประกวดนางงามรอบตัดสินจนได้
ทันทีที่ก้าวลงมาจากรถ
กองทัพนักข่าวและตากล้องจำนวนมากต่างพากันรุมล้อมสาดแสงแฟลชใส่ภัทรและลลินอย่างบ้าคลั่ง
ไม่มีใครสังเกตเห็นหญิงชราร่างกายซูบผอมเช่นฉันเลยสักคน แต่ในวินาทีถัดมา
ภัทรกลับกระชากตัวฉันเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วย
"นี่คือรัญชนาครับ"
กล้องและไมโครโฟนที่คุ้นเคยต่างพากันเบียดเสียดพุ่งตรงเข้ามาหาฉันในทันที
"คุณพระช่วย นางงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงทำไมถึงกลายสภาพไปแบบนี้ล่ะ
แก่กว่าย่าฉันอีกมั้งเนี่ย
แบบนี้มงกุฎปีนี้คงตกเป็นของลลินแล้วล่ะ
นี่มันข่าวด่วนระดับหน้าหนึ่งเลย รีบถ่ายเก็บไว้เร็วเข้า คุณรัญชนาคะ
ในฐานะแชมป์เก่าสิบสมัยที่จู่ๆ
ก็แก่ตัวลงในชั่วข้ามคืน
คืนนี้คุณยังคิดว่าตัวเองคู่ควรจะขึ้นประกวดบนเวทีนี้อยู่อีกเหรอคะ"
ฉันรีบยกมือขึ้นปิดหน้าพยายามหลบหนีจากแสงแฟลชเหล่านั้น ตามสัญชาตญาณ ฉันมองหาภัทร
ชายหนุ่มที่ในอดีตเคยยืนบังหน้ากล้องเพื่อปกป้องฉันจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์เสมอมา
ทว่าในเวลานี้ เขากลับไม่ปรายตามองฉันเลยแม้แต่น้อย
เขาทำเพียงยืนเอาตัวเข้าบังลลินไว้จากฝูงชน
ช่างเหมือนกับภาพในวันวานที่เขาเคยทำเพื่อฉันไม่มีผิด
"ดูสิ คุณภัทรปล่อยเธอทิ้งไว้กลางทางแล้ว รีบเข้าไปถามเร็ว
ข่าวนี้สำนักข่าวเราต้องได้เป็นเจ้าแรก!"
เสียงใครบางคนตะโกนขึ้นมา ฝูงชนพากันกรูเข้ามาหาฉันอย่างรวดเร็ว
ฉันก้มหน้าต่ำพยายามพรางตัว
แต่ในวินาทีต่อมาก็ถูกใครบางคนสะดุดขาจนเสียหลักล้มคะมำลงพื้น
เลนส์กล้องหลายตัวพุ่งตรงเข้ามาจ่อใกล้ใบหน้าของฉันในทันที
"ดูสิ น่าเกลียดจริงๆ ด้วย ริ้วรอยพวกนั้นสิ เหี่ยวย่นจนน่าเกลียดน่ากลัวชะมัด"
คำดูถูกเสียดสีนับร้อยพันหลั่งไหลเข้ามาบดขยี้จิตใจของฉันจนแหลกสลาย
ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำอันเย็นชาของภัทรก็ดังขึ้นขัดจังหวะ "คืนนี้
รัญชนาจะเข้าร่วมการประกวดรอบตัดสินตามเวลาปกติครับ"
เสียงซุบซิบและเสียงชัตเตอร์พลันเงียบกริบลงในพริบตา
ฉันรู้ดีว่าที่ภัทรบังคับให้ฉันขึ้นเวทีในคืนนี้
ก็เพียงเพื่อต้องการให้ฉันเป็นตัวตลกคอยส่งเสริมให้ลลินดูสวยเด่นสง่างามขึ้นมาเท่านั้นเอง
เมื่อก้าวเข้ามาถึงหลังเวที
ฉันก็พบว่าชื่อหน้าห้องแต่งตัวส่วนตัวของฉันถูกเปลี่ยนเป็นชื่อของลลินไปเสียแล้ว
ลลินกำลังนั่งแต่งหน้าอยู่หน้ากระจกบานใหญ่พอดิบพอดี ฉันฝืนความเจ็บปวดตามร่างกาย
เดินกะเผลกเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
"นี่คือห้องแต่งตัวส่วนตัวของฉัน กรุณาออกไปซะ!"
"พูดเป็นเล่นน่า สภาพเหี่ยวๆ แบบนี้ยังคิดจะประทินผิวด้วยเครื่องสำอางอยู่อีกเหรอ
ต้องใช้แป้งกี่กระป๋องกันล่ะถึงจะอุดรอยเหี่ยวย่นบนหน้าเธอได้หมด"
สายตาทุกคู่ในห้องแต่งตัวต่างจับจ้องมาที่ฉันพลางซุบซิบนินทากันสนุกปาก
ฉันไม่สนใจเสียงรอบข้างอีกต่อไป
เอื้อมมือไปดึงแขนหวังจะฉุดเธอให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้
แต่ฉันลืมไปเสียสนิท ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่รัญชนาในวัยยี่สิบแปดปีอีกต่อไปแล้ว
ลลินสะบัดมือออกเบาๆ
ร่างกายอันบอบบางและไร้เรี่ยวแรงของฉันก็ล้มลงไปกองกับพื้นอย่างง่ายดาย
"เธอคิดว่าตัวเองยังเป็นรัญชนาคนเดิมอยู่เหรอ อีกไม่นาน
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเธอจะตกเป็นของฉันทั้งหมด!"
ลลินย่างสามขุมเข้ามาใกล้
ส้นสูงแหลมปรี๊ดสูงสิบนิ้วเหยียบลงบนนิ้วมือขวาของฉันพลางบดขยี้อย่างโหดเหี้ยม
กรี๊ด!
ความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจจนฉันต้องแผดเสียงร้องลั่นด้วยความทรมาน
เสียงฝีเท้าเร่งรีบจากนอกห้องดังใกล้เข้ามาทันที
ก่อนที่ภัทรจะก้าวเข้ามาในห้องเพียงเสี้ยววินาที
ลลินรีบยกมือฟาดแก้มตัวเองเสียงดังฉาดใหญ่
"คุณภัทรคะ พี่รัญหาว่าลลินแย่งห้องแต่งตัวของพี่เขา เลยอยากจะสั่งสอนลลินสักหน่อย
ที่นี่เป็นห้องแต่งตัวของพี่เขาใช่ไหมคะ
ถ้าอย่างนั้นลลินขอตัวออกไปก่อนดีกว่าค่ะ"
ลลินยกมือกุมแก้มแดงช้ำพลางหยาดน้ำตาไหลอาบสองแก้มอย่างน่าสงสาร
คำพูดยกยอปั้นแต่งนั้นสามารถสะกดฝีเท้าของภัทรที่กำลังพุ่งตรงมาหาฉันให้หยุดชะงักลงได้ทันควัน
จากสีหน้าที่ดูเป็นห่วงเป็นใยในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที
เขากระชากตัวฉันขึ้นจากพื้น
บังคับให้ฉันหันหน้าไปเผชิญกับกระจกบานใหญ่
"รัญชนา มองดูสภาพตัวเองในกระจกตอนนี้ซะ!" เขาจับหัวฉันกดลง
บีบบังคับให้จ้องมองภาพสะท้อนเบื้องหน้า
ภาพในกระจกปรากฏเงาของหญิงชราผู้มีผมขาวโพลนเต็มหัว
ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยฝ้ากระ
จุดด่างดำ และไร้ซึ่งความเต่งตึงใดๆ "ยอมรับความจริงซะเถอะว่าเธอแก่แล้ว
ต่อให้อายุจริงจะแค่ยี่สิบกว่าปีแล้วยังไง
ในเมื่อหน้าตาผิวพรรณเธอตอนนี้มันปาเข้าไปแปดเก้าสิบปีแล้ว
ไม่มีอะไรในตัวเธอสู้ลลินได้เลยสักอย่าง"
ถึงแม้ฉันจะเตรียมใจรับมือกับภาพตรงหน้าไว้บ้างแล้ว
แต่การได้จ้องมองใบหน้าอันทรุดโทรมของตัวเองตรงๆ
ก็ยังทำให้หัวใจของฉันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
"แต่ว่า ภัทร
ห้องแต่งตัวห้องนี้เป็นของขวัญวันครบรอบแต่งงานที่คุณตั้งใจสร้างให้ฉันไม่ใช่เหรอ"
เสียงของฉันสั่นเครือด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของภัทรฉายแววรู้สึกผิดวูบหนึ่ง
ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
"ก็ลลินเขาชอบนี่นา อีกอย่าง สภาพแบบนี้ไปแล้วคงไม่มีโอกาสได้ใช้ห้องแบบนี้หรอก
ไว้วันหลังฉันจะซื้อของอย่างอื่นให้ทดแทนก็แล้วกัน ลลิน มานี่สิ
ตบสั่งสอนยัยแก่นี่คืนเสียทีสิ"
มือหนาของเขายังคงกดศีรษะของฉันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
"ฉันไม่ได้ตบหล่อน!"
"ไม่ได้ตบงั้นเหรอ รัญชนา
คนอวดดีอย่างเธอมีเหรอจะยอมปล่อยให้ลลินมาแย่งห้องแต่งตัวไปได้ง่ายๆ
โดยไม่ลงมือทำอะไรเลย หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ตาต่อตาฟันต่อฟัน
นี่เป็นบทเรียนที่เธอเคยพร่ำสอนฉันในอดีตไม่ใช่หรือไง"
ทว่าในตอนนั้น ที่ฉันสอนเขาเช่นนั้น
ก็เพราะฉันเจ็บปวดแทนยามเห็นพวกคู่ค้าธุรกิจรุมรังแกเขา
จึงอยากเตือนสติว่าเมื่อไหร่ที่มีอำนาจในมือ
จงอย่าได้ยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้ใครรังแกอีก
ฉันขบเม้มริมฝีปากแน่นจนแทบห่อเลือด ดึงดันไม่ยอมก้มหัวให้อย่างเด็ดขาด
ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ในห้อง
ลลินง้างมือตบใบหน้าของฉันสุดแรงเกิดฉาดใหญ่
แก้มซีกหนึ่งของฉันแดงก่ำและบวมเป่งขึ้นมาในทันตา
ภัทรเผลอยื่นมือออกมาหมายจะสัมผัสแก้มข้างนั้นของฉันด้วยความลืมตัว
แต่แล้วเขาก็รีบชักมือกลับไปกลางคัน
"บวมแดงแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ดูมีสีสันขึ้นมาบ้าง
ไม่เหี่ยวซีดเหมือนซากศพจนเกินไป"
ภัทรหันไปสั่งให้คนนำน้ำแข็งมาประคบแก้มให้ลลินอย่างอ่อนโยน
ในขณะที่ฉันไม่มีแม้กระทั่งชุดราตรีหรืองานแต่งหน้าทำผมใดๆ
หญิงชราผู้มีริ้วรอยเหี่ยวย่นเต็มใบหน้าอย่างฉัน
ถูกบังคับให้ก้าวขึ้นสู่เวทีประกวดร่วมกลุ่มเดียวกับลลิน
ทว่าทันทีที่สายตาเหลือบไปเห็นชุดราตรีปักเลื่อมระยิบระยับดั่งทางช้างเผือกบนเรือนร่างของลลิน
ฉันก็ต้องยืนนิ่งอึ้งไปกับที่ นั่นมัน ชุดราตรีของฉัน
มันคือชุดราตรีหรูหราที่ภัทรตั้งใจสั่งตัดพิเศษจากฝรั่งเศสล่วงหน้าถึงสามเดือน
และเขาก็เป็นคนเก็บรักษาไว้กับตัวมาโดยตลอด แต่ยามนี้
มันกลับสวมอยู่บนร่างของลลินได้อย่างพอดิบพอดีราวกับตัดมาเพื่อเธอ
ฉันแค่นยิ้มเย้ยหยันตัวเองในใจ
ที่แท้ขนาดไซส์ของชุดก็ถูกปรับเปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่แรก
เสียงดนตรีดังกระหึ่มขึ้น
ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนการอันเลือดเย็นของภัทรอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ทันทีที่ฉันปรากฏตัวบนเวที
แม้แต่พิธีกรผู้เจนจัดก็ยังอึ้งจนไม่รู้จะเอ่ยแนะนำตัวละครอย่างไรดี
ลลินก้าวเดินอย่างสง่างามราวกับหงส์ฟ้าผู้อ่อนช้อยงดงาม
ส่วนฉันกลับกลายเป็นเพียงยายแก่หลังค่อมที่เดินโงนเงนเคียงข้างเธอ
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงจากกลุ่มผู้ชม
บางคนถึงกับตะโกนเรียกร้องขอคืนเงินค่าตั๋วเดี๋ยวนั้น
"พวกเราเสียเงินเข้ามาเพื่อดูสาวงามนะโว้ย เอาอินังแก่หน้าเหี่ยวคนนี้ขึ้นมาทำไมวะ
เสียสายตาชะมัด คืนเงินมาเลย!"
เสียงขับไล่และขอคืนเงินดังกระหึ่มราวกับคลื่นยักษ์โถมกระหน่ำ
ในระหว่างทางเดินกลับเข้าหลังเวที ลลินจงใจยื่นปลายเท้าออกมาขัดขาฉันอย่างแนบเนียน
ร่างกายอันอ่อนแอที่ใจลอยอยู่แล้วของฉันจึงเสียหลักล้มล้มคะมำต่อหน้าต่อตาผู้ชมทั้งหมด
ขวดน้ำพลาสติกนับสิบถูกปาเข้าใส่ร่างของฉันอย่างไม่ขาดสาย
ฉันไม่อาจทนรับความอับอายและความเจ็บปวดได้อีกต่อไป
ทัศนียภาพรอบกายพลันมืดดับลง สติสัมปชัญญะขาดห้วงไปในทันที
เมื่อฉันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบภัทรยืนทำหน้าบึ้งตึงอยู่ข้างเตียง
"นาฬิกาข้อมือเรือนนั้นอยู่ที่ไหน"
ลลินนั่งสะอึกสะอื้นร้องไห้อยู่ข้างๆ
หรือว่า
"รัญชนา ฉันต้องการให้เธอย้อนเวลากลับไป
แก้ไขเหตุการณ์ให้ลลินได้มงกุฎนางงามมาครอบครองให้ได้"
พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าการประกวดนางงามมีเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น
ทว่าหารู้ไม่ว่ารอบตอบคำถามในช่วงท้ายต่างหากที่เป็นตัวตัดสินหลัก
ต่อให้ไม่มีฉันคอยขวางทางอยู่ตรงนี้
คนที่สมองว่างเปล่าอย่างลลินก็ไม่มีวันคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาครองได้อยู่ดี
"ภัทร ฉันไม่ทำ" เวลาชีวิตของฉันเหลือไม่มากพอให้ผลาญเล่นอีกต่อไปแล้ว
"เธอต้องทำ ตําแหน่งราชินีความงามปีนี้ต้องตกเป็นของลลินเท่านั้น
นี่คือความฝันของเธอ
และฉันจะต้องช่วยให้เธอสมปรารถนาให้ได้"
ภัทรไม่สนใจคำทัดทานของฉันเลยแม้แต่น้อย เขาเริ่มค้นตัวฉันอย่างหยาบคาย
จนกระทั่งเจอนาฬิกาข้อมือเรือนนั้นในกระเป๋าเสื้อผ้า
"ภัทร ฉันจะตายนะ!" ฝ่ามือของเขาชะงักงันลงทันที "หากฉันต้องย้อนเวลาอีกครั้ง
ฉันจะตายจริงๆ นะ!"
ภัทรยืนนิ่งแข็งทื่ออยู่กับที่ด้วยความสับสน
ทว่าลลินกลับจงใจแผดเสียงร้องไห้โฮดังขึ้นกว่าเดิมเพื่อดึงความสนใจ
"ถ้าพี่รัญไม่อยากช่วยลลินก็บอกกันตรงๆ เถอะค่ะ
ไม่เห็นต้องกุเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้มาหลอกกันเลย
พี่เพิ่งอายุไม่ถึงสามสิบปีด้วยซ้ำ ต่อให้รูปลักษณ์ภายนอกจะแก่ตัวลงไป
แต่ข้างในร่างกายก็ยังเป็นคนหนุ่มสาวอยู่ดี
จะล้มหายตายจากไปง่ายๆ ได้ยังไงกัน
ก็มีแต่คุณภัทรนั่นแหละค่ะที่ใจดีและเป็นห่วงพี่เขามากเกินไป
จนยอมโดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้"
แววตาสั่นไหวด้วยความห่วงใยในตอนแรกของภัทร
พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดในพริบตา
เขายัดนาฬิกาข้อมือใส่มือของฉันอย่างแรง
"รัญชนา นี่เธอหัดโกหกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ก็แค่แก่ลงนิดหน่อยและน่าเกลียดขึ้นนิดเดียวเองไม่ใช่หรือไง
ถึงยังไงฉันก็ไม่คิดจะหย่าขาดจากเธออยู่แล้วจะกลัวอะไรนักหนา
รีบย้อนเวลากลับไปจัดการเรื่องนี้ให้มันจบๆ
ซะ ถือว่าทำเพื่อช่วยฉันเถอะนะ" พูดจบ เขาก็วางเข็มแหลมคมเล่มหนึ่งลงบนฝ่ามือของฉัน
"อ้อ เวลาขากลับไปมีแค่ห้านาทีเท่านั้น ตอนนั้นเธอน่าจะยังนอนหมดสติอยู่
ให้ใช้เข็มเล่มนี้ทิ่มฝ่ามือตัวเองแรงๆ
ความเจ็บปวดจะช่วยกระตุ้นให้เธอฟื้นขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว
พอตื่นแล้วก็รีบไปหาคณะกรรมการตัดสินซะ เธอมีสายสัมพันธ์อันดีกับพวกเขานี่นา
ไปเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาช่วยปรับคะแนนให้ลลินหน่อย
ลลินแพ้ที่หนึ่งไปแค่ศูนย์จุดห้าคะแนนเท่านั้น
ปรับแค่นิดเดียวก็ชนะแล้ว"
ภัทรวางแผนการทุกอย่างไว้อย่างเพียบพร้อมและเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยดี
ทว่าเขาไม่เคยฉุกคิดเลยแม้แต่น้อย
ว่าฉันต้องใช้ชีวิตของตัวเองเข้าแลกกับแผนการเหล่านั้นมากขนาดไหน
"ภัทรเดช ต่อให้ฉันต้องตายจริงๆ คุณก็ยังจะบังคับให้ฉันไปอีกงั้นเหรอ"
เข็มแหลมคมทิ่มแทงทะลุเนื้อฝ่ามือจนเลือดแดงฉานซึมออกมา
ทว่าความเจ็บปวดภายนอกนี้กลับเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดร้าวรานในส่วนลึกของหัวใจ
เมื่อได้ยินคำถามนั้น ภัทรชะงักลังเลไปอึดใจหนึ่ง "เธอไม่ตายหรอกรัญ
ฉันรู้ว่าเธอแค่กลัวว่าถ้าเธอแก่ตัวลงแล้วฉันจะทอดทิ้งเธอไป
เชื่อใจฉันสิ ฉันยังรักเธอเหมือนเดิมนะ
ต่อไปพวกเราจะกลับไปใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแน่นอน"
เขายัดเยียดนาฬิกาข้อมือใส่มือขวาที่อาบไปด้วยเลือดสดๆ ของฉัน
ก่อนจะเอื้อมมือมากุมมือซ้ายของฉันไว้แน่นแล้วหมุนปุ่มเข็มนาฬิกาเพื่อเริ่มต้นการย้อนเวลาทันที
ตราบใดที่ลลินยังชิงตำแหน่งที่หนึ่งไม่สำเร็จ
ภัทรก็จะบีบบังคับให้ฉันใช้พลังของนาฬิกาย้อนเวลากลับไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนอย่างในตอนแรกไม่มีผิด
ความรู้สึกของฉันแหลกสลายจนกลายเป็นความชาชินไปเสียแล้ว ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง
จนกระทั่งถึงครั้งที่สิบ รสชาติคาวคลุ้งของเลือดสดๆ
พุ่งทะลักขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอก่อนจะไหลทะลักออกจากปาก
เวลาชีวิตของฉันเหลือน้อยเต็มทีแล้ว
ทว่าภัทรกลับแสดงความเจ็บปวดใจออกมาเพียงชั่วครู่
แล้วก็บีบบังคับให้ฉันย้อนเวลากลับไปใหม่อีกครั้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในที่สุด หลังจากการพยายามครั้งที่สิบห้า
คณะกรรมการตัดสินยอมจำนนต่อความจริงอันบ้าคลั่งและน่าเวทนาที่พรั่งพรูออกมาจากปากของฉัน
จึงตัดสินใจยอมปรับเปลี่ยนคะแนนให้ ลลินคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาครองได้สำเร็จสมใจอยาก
ในขณะที่ฉันหมดสิ้นเรี่ยวแรงทุกหยาดหยด
ร่างกายอันผุพังทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นหลังเวทีอย่างไร้ความรู้สึก
สายตาเหม่อมองแผ่นหลังของภัทรและลลินที่กุมมือกันเย้ยหยันพลางโอบกอดกันด้วยความปีติยินดี
ฉันได้แต่เค้นยิ้มสมเพชตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย
"ภัทรเดช ลาก่อนนะ ชาตินี้อย่าได้เจอกันอีกเลย"
ของเหลวสีแดงข้นค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากทวารทั้งห้าของฉันอย่างช้าๆ
เวลาชีวิตของฉันหยุดหมุนลง ณ
วันนี้อย่างถาวร
ภัทรประคองเอวบางของลลินก้าวเดินตรงมาทางห้องเก็บของหลังเวที
ยามที่เขาเห็นร่างของฉันนอนแผ่อยู่บนพื้นดิน
เขายังคงคิดว่าฉันแค่แสร้งทำเป็นเจ็บหนักเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาเท่านั้นเอง
"รัญชนา
เมื่อกี้คณะกรรมการบอกฉันหมดแล้วล่ะว่าเป็นเพราะเธอช่วยเกลี้ยกล่อมจนทำให้ลลินได้ที่หนึ่งมาครอง
เอาล่ะ ฉันรู้ว่าเธอเหนื่อยมากแล้ว ลุกขึ้นเถอะ จะได้กลับบ้านกันสักที"
ทว่าร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นกลับไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ ในที่สุด
เขาก็เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติบางอย่างขึ้นมาได้
ใบหน้าของเขาพลันซีดเผือดลงทันตา ค่อยๆ
ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าเคียงข้างร่างของฉันอย่างช้าๆ
ก่อนจะใช้มืออันสั่นเทาประคองร่างของฉันให้พลิกกลับมา