Đang tải thông tin quảng bá...
เรื่องตลกวันเอพริลฟูล
ในงานเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนๆ วันนั้น ฉันแค่นั่งเงียบๆ อยู่บนโซฟา ทัน...
Chương (1)
第1章
1
ในงานเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนๆ วันนั้น ฉันแค่นั่งเงียบๆ อยู่บนโซฟา
ทันใดนั้น ภาคิน สามีของฉันที่เป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฉันเสียงดัง ‘ตุ้บ’
สีหน้าของเขาดูยากลำบากอย่างยิ่งก่อนจะเค้นเสียงพูดออกมาว่า ผลตรวจเนื้อเยื่อของพิมพ์กับฉันเข้ากันได้ และต้องรีบผ่าตัดโดยด่วนที่สุด
ฉันตัวแข็งทื่อ แต่ในใจกลับไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรเลย
ฉันเตือนสติเขาเบาๆ “คนเรามีหัวใจได้แค่ดวงเดียวนะคะ”
เขารับประกันทันควันว่าจะติดต่อหมอที่เก่งที่สุดในกรุงเทพฯ เพื่อผ่าตัดใส่หัวใจเทียมให้ฉัน
ฉันลูบท้องของตัวเองเบาๆ แล้วบอกเขาว่าฉันท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว เหลืออีกแค่สามเดือนเท่านั้น
แต่เขากลับบอกให้ฉันยอมสละลูกคนนี้ไปก่อน แล้วบอกว่าเรายังมีใหม่ได้
ในขณะที่ฉันกำลังเหม่อลอย เสียงหัวเราะสดใสของพิมพ์ก็ดังขึ้นมา
เธอบอกสามีฉันว่า “สุขสันต์วันเอพริลฟูลส์เดย์ค่ะ อาจารย์!” แล้วยังบอกอีกว่าเรื่องผลตรวจเนื้อเยื่อน่ะล้อเล่น ไม่คิดว่าเขาจะมาขอร้องฉันจริงๆ
เพื่อนๆ รอบข้างส่งเสียงจอแจขึ้นมาทันที ต่างพากันแซวว่าเรื่องล้อเล่นแบบนี้มันลำบากใจกันเกินไปแล้ว
บางคนถึงกับพูดติดตลกว่า ถ้าพิมพ์บอกว่าเนื้อเยื่อของเธอเข้ากับตัวเองได้ล่ะก็ ป่านนี้คงโดนอาจารย์ภาคจับขึ้นเตียงผ่าตัดไปแล้ว
ทุกคนหัวเราะ มีเพียงฉันคนเดียวที่ยังคงนั่งเงียบๆ
พอปาร์ตี้เลิก ฉันหยิบมือถือขึ้นมาเงียบๆ แล้วจองคิวนัดทำแท้งสำหรับวันรุ่งขึ้น
...
ภาคินไม่เคยโกรธพิมพ์ดาวเลยสักครั้ง
สำหรับลูกศิษย์ร่างกายอ่อนแอคนนี้ เขาทะนุถนอมประหนึ่งไข่ในหิน
แต่ครั้งนี้ หลังจากลุกขึ้นยืน สีหน้าของเขากลับเคร่งขรึมลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทุกคนเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติและค่อยๆ เงียบเสียงลง
บรรยากาศอึดอัดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีคนแอบสะกิดเตือนพิมพ์
“เธอเล่นมุกนี้กับพี่ดาว ก็เท่ากับไปเหยียบโดนเกล็ดมังกรของอาจารย์ภาคนะสิ”
“ใครๆ ในจุฬาฯ ก็รู้ว่าเขาขึ้นชื่อเรื่องรักเมียจะตายไป ตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ มีเพื่อนอาจารย์คนหนึ่งแค่พูดล้อพี่ดาวเล่นๆ ยังโดนเขาต่อยจนต้องเข้าโรงพยาบาลเลย”
พิมพ์อึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่นานหยดน้ำตาก็เริ่มคลอหน่วยที่ขอบตา เธอเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของภาคินอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“หนูขอโทษค่ะอาจารย์ วันนี้วันเอพริลฟูลส์เดย์ หนูแค่อยากจะล้อเล่นเฉยๆ”
เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดอะไร เธอก็หันมามองฉันพร้อมกับสูดจมูก
“พี่ดาวคะ หนูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ถ้าพี่ยังโกรธ จะด่าหนูยังไงก็ได้ หนยอมทั้งนั้น”
เพื่อนๆ รีบเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย
“เด็กคนนี้นิสัยเขาเปิดเผย คิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังก่อนจะล้อเล่นหรอก พวกเธอสองคนอย่าเก็บไปใส่ใจเลย”
“ใช่ๆ ภาค นี่ลูกศิษย์ก้นกุฏิที่นายดูแลมาตั้งสามปีนะ ไม่นานมานี้ยังเขียนชื่อขอบคุณไว้ในวิทยานิพนธ์อยู่เลย จะมาห่างเหินกันแค่เพราะเรื่องล้อเล่นวันโกหกวันเดียวได้ยังไง”
สีหน้าของภาคินดูผ่อนคลายลงในที่สุด เขาเช็ดน้ำตาที่หางตาให้เธอ
“ต่อไปอย่าเล่นแบบนี้อีก”
พิมพ์พยักหน้ารับคำรัวๆ
จากนั้นเขาก็หันมามองฉัน ในน้ำเสียงเจือปนความรู้สึกผิด “ขอโทษนะดาว ผมไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนก็เลยมาขอความช่วยเหลือจากคุณ”
เรื่องใหญ่โตอย่างการเปลี่ยนหัวใจ ถูกเขาย่อให้เหลือเพียงแค่คำว่า ‘ความช่วยเหลือ’ ง่ายๆ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก... ขอแค่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพิมพ์ อาจารย์ภาคผู้สุขุมและมีเหตุผลเสมอมาก็จะกลายเป็นคนใช้อารมณ์และพูดจาคลุมเครือขึ้นมาทันที
เขาเคยขับรถเป็นระยะทางกว่าเจ็ดร้อยกิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ไปภูเก็ตตอนกลางดึกในช่วงสงกรานต์ เพียงเพราะเธอโทรมาบอกว่าปวดท้องประจำเดือน
พอถูกถาม เขาก็ตอบอย่างจนใจ “เด็กคนนั้นร่างกายไม่ค่อยดี ผมกลัวว่าจะเป็นอะไรไป”
แต่ฉันที่อุ้มท้องห้าเดือนรอเขาอยู่บ้านทั้งคืน เขากลับไม่เคยเป็นห่วง
ฉันที่เจ็บจนพูดไม่ออกเพราะลูกดิ้นแรง เขาก็ไม่เคยเป็นห่วง
ฉันที่แพ้ท้อง ท้องแข็งบ่อยๆ ตัวบวม ผมร่วง เขาก็ไม่เคยเป็นห่วง
เมื่ออยู่ต่อหน้าฉัน เขาจะมีเหตุผลราวกับหุ่นยนต์เสมอ “ดาว การให้กำเนิดชีวิตใหม่มันก็เป็นเรื่องยากแบบนี้แหละ เดี๋ยวคลอดออกมาก็ดีเอง”
ฉันกลายเป็นคนขี้โมโห หงุดหงิดง่าย แต่เขากลับคิดว่าเป็นเพราะฮอร์โมนคนท้อง แค่ปลอบใจส่งๆ ไม่กี่คำก็เดินเข้าห้องทำงานไป
ทุกครั้งที่เป็นแบบนี้ ฉันทำได้เพียงข่มความต้องการที่จะรบกวนการทำงานของเขาไว้
แต่งานวิจัยที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจทำมาถึงห้าปี กลับเอ่ยชื่อของพิมพ์เป็นคนแรกในหน้ากิตติกรรมประกาศ
นักศึกษาปริญญาตรีที่แทบไม่มีความสามารถทางวิชาชีพอะไรเลย
ตอนที่ฉันรู้เรื่องนี้ มันก็กลายเป็นข่าวไปแล้ว
ในคลิปสัมภาษณ์ ภาคินพูดอย่างเรียบเฉย
“ตลอดห้าปีที่ผมสอนมา พิมพ์อาจไม่ใช่ลูกศิษย์ที่เก่งกาจที่สุด แต่เธอคือคนที่มีความมุ่งมั่นที่สุดอย่างแน่นอน”
“ผมขอบคุณที่เธอเข้ามาในชีวิตผม และมอบความกล้าหาญให้ผมทำงานวิจัยชิ้นนี้ต่อไปได้”
2
วันนั้น ฉันทำแจกันใบโปรดหลุดมือแตก
ภาคินเห็นเข้า ก็แค่บอกให้ป้าแม่บ้านมาเก็บกวาดอย่างใจเย็น
แต่แจกันใบนั้น คือใบที่เราสองคนปั้นด้วยกันที่ด่านเกวียนในปีที่เรารักกันมากที่สุด
เขายังเคยพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่าจะเก็บไว้เป็นของตกทอดประจำตระกูล
“เดี๋ยวฉัน... เดี๋ยวฉันต่อมันกลับคืนเอง”
ฉันทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ตัวสั่นเทา พยายามจะนำเศษกระเบื้องเล็กๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน
เขาขมวดคิ้วแล้วดึงฉันให้ลุกขึ้น “ก็แค่แจกันถูกๆ ใบหนึ่งเท่านั้นเอง”
ฉันอดไม่ได้ที่จะตาแดงก่ำ แต่เขากลับมองไปที่ท้องของฉัน “ลูกกวนเธออีกแล้วเหรอ?”
ฉันเคยปลอบใจตัวเองว่าเขาเป็นคนมีเหตุผล การที่ไม่ใส่ใจของที่ระลึกพวกนี้ก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ตอนกลางคืน ตอนที่ฉันเอาผลไม้เข้าไปให้เขาในห้องทำงาน ฉันกลับเห็นตู้กระจกใสที่ล็อกกุญแจไว้อย่างดี
ข้างในนั้นเก็บรักษาปากกาที่พิมพ์ให้เป็นของขวัญเอาไว้อย่างหวงแหน ปากกาจากร้านเครื่องเขียนด้ามละยี่สิบบาท
วินาทีนั้นราวกับมีน้ำเย็นราดรดลงมาจากศีรษะ
ฉันทะเลาะกับเขาอย่างหนัก ถึงขั้นลงมือทุบตู้ใบนั้นจนแตก แล้วหยิบปากกาข้างในโยนทิ้งถังขยะอย่างแรง แต่ไม่ถึงวินาที เขาก็รีบเก็บมันขึ้นมาราวกับเป็นของล้ำค่า
เมื่อเขามองมาที่ฉันอีกครั้ง ในแววตาเต็มไปด้วยความรำคาญใจ
“ดาว ไปส่องกระจกดูตัวเองหน่อยเถอะ ว่าตอนนี้เธอดูเหมือนนางยักษ์นางมารแค่ไหน!”
“แจกันวันนี้เธอก็ทำแตกเอง ตกลงเธอจะโทษอะไรฉันนักหนา?”
ฉันท้าให้เขาสาบานต่อหน้าฟ้าดิน ว่าไม่ได้หวั่นไหวกับพิมพ์
ถ้าเคย ขอให้เราสองคนตายไม่ดี
อาจารย์ภาคผู้ยึดมั่นในหลักการและเหตุผลมาตลอดกลับลังเล
เนิ่นนาน เขาถึงจะยอมเปิดปาก
“ใช่ ผมหวั่นไหวกับเขา”
“แต่เราไม่เคยและจะไม่มีวันล้ำเส้น เธอไม่ต้องทำท่าเหมือนถูกกระทำจนปางตายขนาดนั้น”
น้ำตาฉันร่วงเผาะ เขาถอนหายใจ แล้วยกมือขึ้นลูบผมที่ยุ่งเหยิงของฉันให้เข้าที่
“ดาว เราอยู่ด้วยกันมาสิบเอ็ดปีแล้ว มันไม่มีความสดใหม่อะไรเหลืออยู่เลย”
“พูดกันตรงๆ นะ แค่จูบกับเธอยังรู้สึกเหมือนเอาแค่ริมฝีปากบนกับล่างมาแตะกัน”
“บางครั้งผมยังเสียใจเลย ที่รีบไปจดทะเบียนสมรสกับเธอที่ต่างประเทศตั้งแต่เพิ่งบรรลุนิติภาวะ แต่ตอนนั้นผมก็ไม่คิดเหมือนกันว่าอีกสิบปีต่อมา ผมจะไปหวั่นไหวกับคนอื่น”
คนที่เคยจุดพลุทั่วเมืองเพื่อเอาใจฉันก็คือเขา คนที่ตอนนี้ยืนพูดเรื่องความเปลี่ยนแปลงของหัวใจอย่างเย็นชาก็คือเขาเช่นกัน
“พิมพ์เขานิสัยร่าเริง ไม่ได้น่าเบื่อเหมือนเธอ”
“เธอชอบทำอะไรแผลงๆ ชอบดูหนังรักน้ำเน่า ชอบให้อาหารลูกแมวจรจัดข้างทาง”
“เรื่องไร้สาระพวกนี้ที่เธอก็ชอบทำเหมือนกัน แต่พอเป็นเธอทำ มันกลับทำให้ผมรู้สึกว่าน่ารักอย่างบอกไม่ถูก ห้ามใจไม่ให้หวั่นไหวไม่ได้เลย”
ท้ายที่สุด เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบหนึ่งมวน น้ำเสียงอ่อนโยนแต่ทว่าโหดร้าย
“ตราบใดที่เธอยังต้องการ ตำแหน่งภรรยาของผมก็ยังเป็นของเธอเสมอ แต่เธอต้องยอมรับให้ได้ว่า ในใจของผมมีแค่เขาคนเดียว”
หลังจากคืนนั้น ฉันก็จมอยู่กับความรู้สึกพังทลายและโทษตัวเองไม่หยุด ร้องไห้ทุกวันจนตาบวมแดง
ฉันพยายามจะถอนความรู้สึกของตัวเองออกมา บังคับตัวเองไม่ให้สนใจว่าเขากลับบ้านดึก ไม่ให้สนใจที่เขาผิดนัดตรวจครรภ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ให้สนใจที่เขาพาพิมพ์ไปเที่ยวฮาวาย
แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นแค่การหลอกตัวเอง
จนกระทั่งวันนี้ ที่เขาคุกเข่าลงต่อหน้าฉันท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย ขอร้องให้ฉันมอบหัวใจให้พิมพ์ ถึงขั้นยอมสละลูกของเราที่อายุครรภ์หกเดือน
ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกว่าชีวิตแต่งงานครั้งนี้...มันช่างไร้ความหมายสิ้นดี
3
“พี่ดาวคะ หนูรู้แล้วว่าผิด ยกโทษให้หนูนะคะ”
น้ำเสียงของพิมพ์ในตอนนี้ฟังดูมั่นใจกว่าเมื่อครู่มากนัก ในแววตามีรอยยิ้มซ่อนอยู่จางๆ
มีคนช่วยพูดเสริม “พี่ดาว พิมพ์เขาไม่มีเจตนาร้ายหรอก เขาเป็นคนเล่นอะไรไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนเมายังเคยพูดเลยว่าอยากแต่งงานกับอาจารย์ภาค”
ประโยคนี้ทำเอาบรรยากาศเงียบกริบลงทันที
คนที่พูดรีบยกมือปิดปากอย่างสำนึกผิด “ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะ ฉันจะบอกว่าเขาเล่นอะไรไม่ใช้สมอง ใครๆ ก็รู้ว่าพี่กับภาคคบกันมานานขนาดนี้ รักกันปานจะกลืนกิน จะมีที่ว่างให้คนอื่นได้ยังไง!”
ฉันยิ้มออกมาโดยไร้เสียง แล้วหันไปมองพิมพ์ “ไม่เป็นไร ฉันไม่โทษเธอหรอก”
ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก
วินาทีต่อมา ฉันก็พูดต่อ
“ฉันกับอาจารย์ของเธอกำลังจะหย่ากันแล้ว ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าที่เธอจะได้สมหวังนะ”
“ดาว!” ภาคินหน้าเสีย “อย่ามาพูดจาเหลวไหลต่อหน้าคนเยอะแยะแบบนี้”
ฉันรู้สึกสมเพช “คุณคุกเข่าขอหัวใจฉันให้พิมพ์ต่อหน้าคนเยอะแยะได้ แต่ฉันพูดเรื่องหย่าบ้างไม่ได้หรือไง?”
เขาขมวดคิ้ว “ก็แค่มุกตลกวันเอพริลฟูลส์เดย์ มันจะอะไรกันนักกันหนา?”
“พิมพ์ก็ขอโทษแล้ว ผมก็ตำหนิเธอไปแล้ว ถ้าคุณยังไม่ยอมจบ มันจะทำให้ทุกคนลำบากใจ!”
เพื่อนๆ ก็พากันเข้ามาห้าม
“ใจเย็นๆ ก่อนพี่ดาว ท้องอยู่นะ อย่าให้เรื่องเล็กน้อยแค่นี้มาทำลายความสัมพันธ์ของสามีภรรยาเลย”
“ใช่ๆ เมื่อกี้ภาคเขาเป็นห่วงพี่จะตาย พวกเราเห็นกันจะๆ ปกติเขาไม่เคยดุพิมพ์แบบนี้เลยนะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉันก็ค่อยๆ หันไปมองภาคิน น้ำเสียงเรียบสงบอย่างน่าประหลาด “ที่คุณโกรธเมื่อกี้ ไม่ใช่เพราะฉัน แต่เป็นเพราะพิมพ์เอาเรื่องผลตรวจเนื้อเยื่อของตัวเองมาล้อเล่น พอได้ยินความจริงเลยผิดหวังมากสินะ”
เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่แววตาจะฉายความหงุดหงิดออกมา
“ผมขอร้องล่ะ อย่ามาพูดเรื่องพวกนี้ที่นี่ได้ไหม?”
“คุณไม่แคร์หน้าตัวเอง แต่พิมพ์เขายังต้องแคร์นะ”
ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นสึนามิ
ฉันหลับตาลง แล้วพูดเสียงเบา “ได้ค่ะ วันจันทร์หน้าเจอกันที่สำนักงานเขต”
ฉันลุกขึ้นจะเดินจากไป แต่พิมพ์กลับทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฉัน
“พี่ดาวคะ อย่าโกรธอาจารย์ภาคเลยนะคะ เขาก็แค่หวังดีอยากให้หนูมีร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้นเอง”
ฉันมองเด็กสาวที่ร้องไห้จนน่าสงสารคนนี้อย่างเย็นชา แล้วพูดเย้ยหยัน “เธออุตส่าห์ลงทุนเล่นตลกแบบนี้เพื่อพิสูจน์ตำแหน่งของตัวเองในใจภาคิน ตอนนี้คงมีความสุขมากสินะ”
เธอทำหน้าเหมือนโดนดูถูกอย่างรุนแรง ใบหน้าซีดเผือด
ฉันละสายตาจากเธอ เดินอ้อมไปเพื่อจะจากไป
แต่วินาทีต่อมา กลับได้ยินเสียงเย็นเยียบจนแทบแช่แข็งกระดูกสันหลังดังขึ้น
“ดาว อย่าลืมสิว่าแม่ของเธอยังอยู่ที่โรงพยาบาลในเครือของเรานะ”
ฝีเท้าของฉันหยุดกึก ฉันไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตว่าภาคินจะใช้แม่มาข่มขู่ฉัน
หลังจากความเงียบอันยาวนาน ฉันฝืนยิ้มออกมา แล้วประคองพิมพ์ให้ลุกขึ้นจากพื้น
“เมื่อกี้ฉันล้อเล่นน่ะ ฉันไม่โกรธเธอหรอก”
เสียงของเธอสั่นเครือ “ดีจังเลยค่ะ หนูไม่อยากสร้างความลำบากใจให้อาจารย์ภาคเลย”
เรื่องวุ่นวายจบลงเพียงเท่านี้ ภาคินอาสาขับรถไปส่งฉันที่บ้าน
ระหว่างทาง เขาเอ่ยปากอธิบาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก “เมื่อกี้ผมแค่จำเป็นต้องขู่คุณไปอย่างนั้น ผมไม่ทำอะไรแม่คุณหรอก”
“วันนี้คุณคงรู้สึกแย่มากจริงๆ เพื่อเป็นการชดเชย พรุ่งนี้ผมจะไปตรวจครรภ์เป็นเพื่อน”
“ดาว เราอยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปี ผมไม่ได้ไร้ความรู้สึกกับคุณเลยสักนิด ถ้าเป็นไปได้ ผมหวังว่าคุณจะเข้ากับพิมพ์ได้ดี”
ฉันพิงกระจกรถอย่างสงบนิ่ง
“เรื่องที่ฉันพูดวันนี้ ฉันพูดจริง”
“ภาคิน เราหย่ากันเถอะ ต่อไปเรื่องของคุณกับเธอ จะไม่เกี่ยวกับฉันอีก”