ภรรยาเก็บรูปปั้นเดวิดไว้ ผมจึงเลือกหย่า

Đang tải thông tin quảng bá...

ภรรยาเก็บรูปปั้นเดวิดไว้ ผมจึงเลือกหย่า

MotoNovel Hoàn thành

ตอนที่ผมเอ่ยปากขอหย่ากับพิมดาว ทุกคนต่างพากันตกตะลึง คุณพ่อตาขมวดคิ้...

Chương (1)

第1章

1 ตอนที่ผมเอ่ยปากขอหย่ากับพิมดาว ทุกคนต่างพากันตกตะลึง คุณพ่อตาขมวดคิ้วถามผมว่า เป็นเพราะพิมเอาแต่ขลุกตัววาดรูปอยู่ในห้องทำงานศิลปะทั้งวันใช่ไหม ผมส่ายหน้า แล้วแก้ต่างให้ว่า ที่เธอวาดน่ะ คือรูปปั้นเดวิดต่างหาก คุณแม่ยายก็โพล่งขึ้นมาอย่างฉุนเฉียวทันที บอกว่าลูกสาวของเธอเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด ก็แค่อยากจะหาที่หลบไปวาดรูปเงียบๆ บ้าง ถึงจะไม่มีเวลาดูแลลูก ก็แค่จ้างพี่เลี้ยงเด็กมาช่วยก็สิ้นเรื่องแล้ว พอพิมดาวได้ฟังคำพูดของผม เธอก็โกรธจัดจนตบหน้าผมฉาดใหญ่ เธอตวาดถามผมด้วยดวงตาแดงก่ำ ว่าเธอไม่เคยนอกใจ ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายคนไหน ไม่เคยทำอะไรให้ผมเสียใจเลยด้วยซ้ำ ก็แค่ช่วงนี้ยุ่งกับงานวาดรูปไปหน่อยจนอาจจะละเลยผมไปบ้าง เรื่องแค่นี้มันถึงขั้นต้องหย่ากันเลยเหรอ คนรอบข้างเริ่มหันมาตราหน้าว่าผมเป็นคนเนรคุณ ผมแค่นเสียงหัวเราะ แล้วชี้ไปยังห้องทำงานศิลปะด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก "ในเมื่อเธอบอกว่ามีแค่รูปปั้นนั่นที่ทำให้เธอพอใจได้ ผมก็จะทำให้เป็นจริงตามนั้น" ที่จริงแล้ว ห้องทำงานศิลปะห้องนั้น เธอไม่เคยให้ผมเข้าไปเลย ข้างในนั้นมีรูปปั้นเดวิดตั้งอยู่เสมอ นับตั้งแต่เธอคลอดลูกเมื่อสองเดือนก่อน เธอก็เกิดหลงใหลการวาดรูปปั้นนั้นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ในหนึ่งเดือน เธอใช้เวลาอยู่ในห้องนั้นถึง 29 วัน กระดาษที่วาดเสียกองสูงเป็นภูเขาเลากา แม้แต่ตอนที่ลูกสาวของเราร้องไห้จ้า เธอก็ไม่สนใจ ผมทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ถึงได้ตัดสินใจขอหย่า ... ผมโยนเอกสารใบหย่าที่เพิ่งพิมพ์เสร็จลงบนโต๊ะเสียงดังปัง “เซ็นซะ” พิมดาวมองผมด้วยความตกใจสุดขีด น้ำตาไหลพราก “อัศวิน!” “คุณเป็นบ้าอะไรไป? ก็แค่เดือนนี้ฉันยุ่งอยู่กับการวาดรูปในห้องทำงาน ฉันยอมรับว่าฉันละเลยคุณไปบ้าง ฉันผิดเอง ฉันจะชดเชยให้คุณไม่ได้เหรอ?” พิมดาวตะโกนใส่ผมอย่างสุดเสียง “เรื่องแค่นี้คุณต้องมาขอหย่าต่อหน้าคนเยอะแยะขนาดนี้ด้วยเหรอ?” ผมกวาดตามองไปรอบๆ วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงาน 5 ปีของเรา ภรรยาผมเลยถือโอกาสนี้จัดงานเลี้ยงในครอบครัวขึ้นมา พูดให้สวยหรูก็คือให้ครอบครัวได้มาสังสรรค์กันอย่างครื้นเครง แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ สายตาของพิมดาวไม่เคยหยุดอยู่ที่ผมเลยแม้แต่วินาทีเดียว แม้แต่ตอนชนแก้ว เธอกลับไปชนกับเกริกพล เพื่อนที่โตมาด้วยกันของเธอ ผมรู้สึกว่าการยื้อต่อไปแบบนี้มันช่างไร้ความหมายสิ้นดี “ในเมื่อคุณเองก็ไม่อยากจะทำเรื่องให้มันอื้อฉาวต่อหน้าคนเยอะแยะ ก็เซ็นซะดีๆ” ผมพูดเสียงเย็นชา ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้มากความ บรรยากาศในงานเงียบกริบลงทันที แขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ตลอด 5 ปีที่แต่งงานกันมา เพื่อนฝูงและญาติพี่น้องในแวดวงสังคมต่างก็รู้ดีว่าเราเป็นคู่รักตัวอย่างที่รักกันปานจะกลืนกิน ใบหน้าของพิมดาวซีดเผือด ไหล่ของเธอสั่นเทาด้วยความเสียใจ “ฉันขอร้องล่ะ” พิมดาวลดเสียงลงแล้วขยับเข้ามาใกล้ผม เสียงของเธอสั่นเครือ “วิน มีอะไรเรากลับไปคุยกันที่บ้านนะ อย่ามาทะเลาะกันตรงนี้เลย เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่จะเป็นห่วง” ผมสะบัดมือเธอออกอย่างเย็นชา “อย่ามาแตะตัวผม!” เมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของผม สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปทันที ทุกสายตาจับจ้องมาที่ผมอย่างเย็นชา คุณพ่อตาวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะอย่างแรง ส่วนคุณแม่ยายก็หน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที พิมดาวที่เซจากการถูกผมผลัก กลับล้มลงไปในอ้อมแขนของเกริกพล เพื่อนสนิทของเธอ “อัศวิน นี่ยังเป็นลูกผู้ชายอยู่รึเปล่า!” เกริกพลระเบิดอารมณ์ออกมา เขาเดินเข้ามาแล้วชี้หน้าด่าผม “คุณลืมไปแล้วเหรอว่าพิมดาวอุ้มท้องลูกของคุณมา 10 เดือน ท้องของเธอเต็มไปด้วยรอยแตกลาย ตลอดทั้งปีเธอแทบไม่ได้นอนเต็มอิ่มเลยสักคืน!” “คุณลืมไปแล้วเหรอว่าเป็นเพราะคุณดูแลเธอไม่ดีพอ เธอถึงได้เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดจนเกือบจะกระโดดตึกฆ่าตัวตายตั้งหลายครั้ง หมอเป็นคนบอกเองว่าให้เธอได้อยู่คนเดียว ทำในสิ่งที่ชอบ แล้วอาการถึงจะค่อยๆ ดีขึ้น!” “พอเห็นว่าพิมเริ่มมีสมาธิกับการวาดรูปทุกวัน อาการกำลังจะดีขึ้นอยู่แล้ว คุณจะมาหาเรื่องทำให้เธอไม่สบายใจทำไม?” “ตอนนี้ลูกก็คลอดออกมาแล้ว คุณคงรังเกียจรอยแตกลายบนท้องของพิม รังเกียจที่หุ่นเธอเผละ เลยอยากจะหย่าสินะ ไอ้คนเนรคุณ ไอ้ผู้ชายเฮงซวย คุณยังมียางอายอยู่บ้างไหม!” เกริกพลยืนอยู่บนจุดที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าทางศีลธรรม แล้วตราหน้าผมว่าเป็นคนเลวทราม ทั้งคำด่าและหมัดพุ่งเข้ามาพร้อมกัน แต่ก่อนที่เขาจะโดนตัวผม ผมก็เบี่ยงตัวหลบได้ทัน ผมจ้องเขาเขม็งแล้วแค่นเสียงหัวเราะ “ท้องเมียผมมีรอยแตกลาย แล้วคุณรู้ได้ยังไง? หรือว่าพวกคุณ...” เกริกพลหน้าเสียทันที “นี่มันความรู้รอบตัวไม่ใช่เหรอ? คุณลองไปถามคนในที่นี้ดูสิว่ามีใครบ้างที่ไม่รู้?” แขกในงานต่างพยักหน้าเห็นด้วย คุณพ่อตาปรามผมด้วยสีหน้าจริงจัง “ตาวิน ชีวิตคู่มันจะใจร้อนวู่วามแบบนี้ไม่ได้นะ ลูกสาวพ่ออุ้มท้องให้ลูกของวินจนแทบเอาชีวิตไม่รอด นี่แหละคือช่วงเวลาที่ต้องพิสูจน์ใจกัน ปกติวินก็เป็นคนมีน้ำใจ จะมาพลาดเรื่องสำคัญแบบนี้ได้ยังไง” คุณแม่ยายทำหน้าไม่พอใจ แค่นเสียงอย่างเคลือบแคลง “ฉันว่าแล้วว่าผู้ชายมันก็เหมือนกันหมด ตอนนี้มาขอหย่ากับลูกสาวฉัน สงสัยจะมีคนอื่นอยู่ข้างนอกแล้วล่ะสิ” “แกบอกมาเดี๋ยวนี้นะว่าอีนังจิ้งจอกนั่นมันเป็นใคร มันบีบให้แกมาขอหย่ากับลูกสาวฉันใช่ไหม!” คุณแม่ยายถกแขนเสื้อขึ้นทันที เตรียมพร้อมจะเปิดศึกเต็มที่ เธอตบไหล่พิมดาวเบาๆ “ลูกรักไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวแม่จะไปตบอีนังชู้นั่นให้เอง” ผมหัวเราะอย่างเย็นชา “ปัญหาไม่เคยอยู่ที่ผม” “พวกคุณจะพูดอะไรก็ไม่มีประโยชน์ วันนี้ผมต้องหย่าให้ได้” ดวงตาของพิมดาวบวมเป่งราวกับลูกมะนาว เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินเข้ามากุมมือผม “ที่รัก บอกฉันหน่อยได้ไหมว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น? เมื่อก่อนคุณไม่เคยเป็นแบบนี้นี่นา คุณลืมคำสาบานในวันแต่งงานของเราแล้วเหรอ? ไม่ว่าจะแก่เฒ่าเจ็บป่วย เราจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน...” เมื่อเห็นท่าทางรักสุดซึ้งของเธอ ผมกลับรู้สึกคลื่นไส้จนอยากจะอาเจียน “พอได้แล้ว เลิกแสดงละครซะที” “ออกไป!” ผมผลักพิมดาวออกไปอย่างรังเกียจ เธอร้อง “อ๊ะ” ออกมา แล้วล้มลงไปกองกับพื้นอย่างอ่อนแอ ข้อศอกถลอกเป็นแผล “อัศวิน ฉันทนแกมานานแล้วนะ!” เกริกพลชี้หน้าผมด้วยแววตาเกลียดชัง “วันนี้ถ้าแกกล้าหย่ากับพิม ฉันจะซัดแกให้พิการเลยคอยดู!” “คนเนรคุณอย่างแก ฉันยอมให้พิมเป็นม่าย ดีกว่าให้เธอต้องมาถูกคนนินทา!” เกริกพลโกรธจัด เขากระโจนเข้ามากดผมลงกับพื้น เตรียมจะอัดผมให้ตาย แต่ผมกลับหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา “เรื่องของผัวเมียเขา คุณจะมายุ่งอะไรด้วย? คุณมีสิทธิ์อะไรมาพูด?” “เราโตมาด้วยกัน ฉันเป็นเหมือนพี่ชายของเธอ!” เกริกพลคำราม ผมยิ้มเยาะ “พี่ชายแบบที่ขึ้นเตียงด้วยกันน่ะเหรอ?” “แกพูดบ้าอะไร!” "สมองตัวเองสกปรก ก็เลยมองคนอื่นสกปรกไปซะหมด" อาศัยจังหวะที่เขาชะงัก ผมสวนหมัดกลับไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และหนักหน่วง เกริกพลที่อวดดีว่าตัวเองมีซิกซ์แพ็ก กลับเป็นแค่พวกดีแต่เปลือก เขาไม่รู้หรอกว่าผมเคยฝึกฝนมาก่อน พิมดาวที่อยู่ข้างๆ เห็นเหตุการณ์นั้นก็กรีดร้องด้วยความตกใจ "อัศวิน หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" “ถ้าคุณทำเกริกเจ็บหนักขึ้นมาจะทำยังไง!” เมื่อเห็นผมบีบคอเกริกพลอย่างแรงจนเขาเริ่มหายใจติดขัด ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ พิมดาวก็รีบคว้าแจกันลายครามที่อยู่ใกล้ๆ แล้วฟาดลงมาที่หัวผมเต็มแรง เสียงกรีดร้องดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล “อ๊าย! เลือดเต็มไปหมดเลย!” “เร็ว! เรียกรถพยาบาลเร็ว!” ของเหลวอุ่นๆ ไหลอาบลงมาตามหางตา ภาพตรงหน้าผมเริ่มพร่ามัว เหลือเพียงเสียงจอแจวุ่นวาย ผมได้ยินเสียงสั่นเทาของพิมดาวตะโกนว่า “ที่รัก ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” “ฉันแค่กลัวว่าคุณจะมือหนักเกินไป ถ้าเกิดเขาเป็นอะไรขึ้นมา...” “ฉันเรียกรถพยาบาลแล้วนะ!” ก่อนที่ผมจะหมดสติไป สีหน้าสุดท้ายของผมคงจะเป็นรอยยิ้มขมขื่น เห็นไหมล่ะ... นี่แหละภรรยาสุดที่รักของผม เพื่อปกป้องเพื่อนสนิทของเธอ ถึงกับเอาแจกันฟาดหัวผมอย่างไม่ลังเล 2 ตอนที่ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาที่หัวจนแทบจะระเบิด “วิน อย่าเพิ่งขยับ” “แผลคุณเพิ่งจะเย็บไปสิบกว่าเข็มเองนะ...” ผมหลับตาลงแล้วยิ้มอย่างขมขื่น “ใบหย่าเซ็นรึยัง?” “รอผมออกจากโรงพยาบาล เราจะไปจดทะเบียนหย่ากันที่อำเภอ” เสียงร้องไห้ของพิมดาวหยุดชะงักลง “ทำไมคุณยังคิดถึงแต่เรื่องหย่าอีก?” เธอมองผมอย่างไม่อยากจะเชื่อ หยดน้ำตาหยดแหมะลงบนหลังมือของผม “อัศวิน ฉันรักคุณมากนะ เมื่อกี้พอเห็นคุณเป็นอะไรไป ฉันก็รีบเรียกรถพยาบาลเป็นคนแรกเลยนะ คุณไปโดนของอะไรมากันแน่?” ผมอดที่จะแค่นเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้ “รักผม? ก็เลยเอาแจกันลายครามฟาดหัวผมเนี่ยนะ?” ถ้านี่เรียกว่าความรัก ผมยอมให้เธอไปรักผู้ชายคนอื่นดีกว่า พิมดาวอึ้งไปกับคำถามของผม เธอรีบแก้ตัว “อัศวิน ตอนนั้นฉันตกใจจริงๆ นี่นา คุณทำเหมือนคนโดนผีเข้า บีบคอเกริกพลซะแน่นจนพวกเราตกใจกันหมด” “คุณก็รู้ว่าบ้านเรากับบ้านน้าอรเป็นเพื่อนบ้านกันมาหลายสิบปี เกริกพลโตมากับฉันตั้งแต่สมัยยังใส่ผ้าอ้อมอยู่เลย” “เขาก็แค่หวังดีกับฉัน อยากจะช่วยไกล่เกลี่ยให้เราคืนดีกัน แล้วตอนนั้นคุณจะไปพูดแบบนั้นกับเขาได้ยังไง?” “พอได้แล้ว” ผมตัดบทเธออย่างเย็นชา “คุณจะอธิบายยังไงก็ช่าง ผมไม่อยากฟังแล้ว สรุปก็คือ ‘หย่า’ สองคำเท่านั้น” แม้แต่คุณพ่อตากับคุณแม่ยายที่แอบฟังอยู่หน้าประตูก็มองหน้ากันอย่างงุนงง พวกเขาไม่คิดว่าผมจะเด็ดขาดถึงเพียงนี้ จนอดไม่ได้ที่จะพรวดพราดเข้ามาในห้อง “ตาวิน ปกติวินไม่ใช่คนใจดำแบบนี้นะ บอกพ่อมาตรงๆ เลยว่าพิมมันทำอะไรให้ลูกไม่พอใจรึเปล่า บอกพ่อมา เดี๋ยวพ่อจะจัดการสั่งสอนให้เอง” คนที่พูดคือคุณพ่อตาที่ดูเหมือนจะเข้าข้างผม แต่เขาก็แค่พูดไปอย่างนั้น ยังไม่ทันที่ผมจะได้เปิดปาก เขาก็เปลี่ยนเรื่องทันที “หรือว่าเป็นเพราะลูกมีผู้หญิงคนอื่นข้างนอก?” “เราเป็นผู้ชายเหมือนกันนะ อย่าให้พวกจิ้งจอกข้างนอกมันหลอกเอาได้ เดี๋ยวจะเสียอนาคตไปทั้งชีวิต” สีหน้าของคุณแม่ยายก็เริ่มแสดงความไม่พอใจ ยืนช่วยพูดเสริมอยู่ข้างๆ “ใช่แล้ว ผัวเมียทะเลาะกันมันเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวก็ดีกันเองแหละ อย่าทำตัวเรื่องมากนักเลย” “เป็นผู้ชายอกสามศอก ต้องใจกว้างหน่อยสิ” “ถ้าวันๆ เอาแต่พูดเรื่องหย่าแบบนี้ แล้วชีวิตมันจะเดินต่อไปได้ยังไง?” พิมดาวเองก็ดูใจเย็นกว่าปกติ เธอกุมมือผมแล้วถามเสียงแผ่วเบา “ที่รักคะ ตกลงคุณไปเจอเรื่องอะไรมากันแน่? บอกพวกเราสิคะ เราจะได้ช่วยกันแก้ปัญหา” “ที่คุณยืนกรานจะหย่าให้ได้ขนาดนี้ หรือว่าเป็นเพราะคุณ... กำลังสงสัยอะไรอยู่?” ในแววตาที่ระแวดระวังของพิมดาว มีความตื่นตระหนกและกังวลซ่อนอยู่ แต่น้ำตาก็ยังคงไหลพรากลงมา “ไม่ว่าคุณจะเจอเรื่องอะไรมา ฉันก็จะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ คุณไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ฉันเดือดร้อนนะ” ผมมองเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉย ตลอดเวลาที่คบกันมา ทุกครั้งที่ผมเห็นเธอร้องไห้ ผมจะใจอ่อนเสมอ ไม่ว่าเธอจะขออะไร ผมก็จะยอมทำให้ทุกอย่าง เธออยากได้ห้องหนึ่งไว้ทำเป็นห้องทำงานศิลปะโดยเฉพาะ ผมก็ยอม ที่หน้าห้องทำงานของเธอมีป้ายติดไว้ว่า “อัศวินและสุนัขห้ามเข้า” ผมก็ไม่เคยใส่ใจ แต่ตอนนี้ ผมไม่อยากทนอีกต่อไปแล้ว “ไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้ว พิมดาว ผมไม่ได้รักคุณแล้ว” พิมดาวราวกับถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ขนตาของเธอสั่นระริก “คุณพูดว่าอะไรนะ?” “อัศวิน ฉันอุ้มท้องลูกให้คุณแล้วนะ คุณมาพูดแบบนี้ตอนนี้ไม่รู้สึกว่าตัวเองไร้หัวใจไปหน่อยเหรอ?” พิมดาวร้องไห้จนตัวสั่นโยน เมื่อเห็นว่าพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว คุณพ่อตาก็แค่นเสียงอย่างไม่พอใจ “อัศวิน นี่แกเป็นคนพูดเองนะ” “ถ้าหย่ากัน แกจะต้องออกจากบ้านไปแต่ตัว แกจะไม่เหลืออะไรเลย” ผมไม่สนใจ หลับตาลง เมื่อเห็นท่าทีเย็นชาของผม พวกเขาโกรธจนแทบสบถออกมา แล้วพยุงพิมดาวที่ร้องไห้จนแทบจะสลายไปแล้วเดินจากไป “เข้มแข็งหน่อยสิลูก ร้องไห้ให้ผู้ชายแบบนี้มันไม่คุ้มเลย ไปกันเถอะ!” แต่ในใจพวกเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความโกรธ พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าคู่รักที่ดูดีมาตลอด จู่ๆ จะมาทะเลาะกันจนถึงขั้นจะหย่าร้างกันแบบนี้ได้อย่างไร ศรัณย์ เพื่อนสนิทของผม ได้ข่าวว่าผมบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลก็รีบมาเยี่ยม “วิน นี่ฉันไม่ได้จะว่านะ แต่นายไปทำอีท่าไหนถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้?” เขาก็ได้ยินเรื่องที่ผมกำลังจะหย่าเหมือนกัน เรื่องที่ภรรยาผมปกป้องเพื่อนสนิทจนเอาแจกันฟาดหัวผมเกือบแตกในงานเลี้ยง กลายเป็นข่าวดังในโซเชียลไปแล้ว ผมกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งประเทศ ศรัณย์มองดูบาดแผลของผม แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ “นายกับภรรยารักกันจะตายไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงได้ทะเลาะกันจนถึงขั้นจะหย่าได้ล่ะ?” ผมเงียบไปนาน ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก “นายเคยเห็นรูปปั้นเดวิดไหม?” ศรัณย์ชะงักไป “ไอ้ที่อยู่โรมที่อิตาลีน่ะเหรอ? ที่ไม่ใส่เสื้อผ้า เป็นงานศิลปะระดับโลกน่ะ?” “ใช่” ศรัณย์ตั้งใจฟังผมพูดต่อ “ในห้องทำงานของพิมดาว ก็มีอยู่ตัวหนึ่ง” ศรัณย์นิ่งไป ก่อนจะหัวเราะออกมา “จะเป็นไปได้ยังไง? ต้องเป็นของปลอมแน่ๆ...” “ใช่เลย!” ผมรีบพูดต่อ “มันเป็นของปลอม” “แล้วมัน...” “ก็ขยับได้ด้วย” ศรัณย์เบิกตากว้างทันที “นายหมายความว่า...” เขาไม่ได้พูดประโยคที่เหลือต่อ แต่สีหน้าของเขากลับดูมีสีสันขึ้นเรื่อยๆ 3 เวลาผ่านไปครึ่งเดือน หลังจากผมออกจากโรงพยาบาล พิมดาวก็เปลี่ยนมาใส่ชุดนอนสุดเซ็กซี่ ฉีดน้ำหอมฟุ้ง แล้วเข้ามาคลอเคลียผม “วินคะ ฉันรู้ว่าช่วงที่ผ่านมาฉันละเลยคุณไป อะไรที่คุณไม่ชอบ ฉันจะแก้ไขให้หมดเลยนะ” เสียงของเธออ่อนหวานปนออดอ้อน ราวกับลูกแมวตัวน้อย แต่งงานกันมาหลายปี ผมจะดูไม่ออกได้ยังไง นี่มันคือสัญญาณของการเอาใจ แต่พอคิดถึงห้องทำงานศิลปะห้องนั้นที่เธอไม่เคยอนุญาตให้ผมเข้าไป ผมก็รู้สึกคลื่นไส้จนแทบจะอาเจียน “วิน...” เธอโอบกอดผมจากด้านหลังอย่างอ่อนโยน แล้วจุมพิตลงบนต้นคอของผม “ที่ผ่านมาฉันละเลยคุณไป ต่อไปนี้ฉันจะค่อยๆ ชดเชยให้นะ... อ๊ะ!! อัศวิน คุณทำบ้าอะไรเนี่ย?” เธอยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็ถูกผมผลักออกไปอย่างแรงจนล้มลงไปกองกับพื้น เมื่อเห็นท่าทีหยาบคายและรุนแรงของผม ความอดทนของพิมดาวก็หมดลงในที่สุด “อย่าได้คืบจะเอาศอกนะ” “อัศวิน ฉันขอโทษคุณแล้ว ง้อคุณก็แล้ว คุณจะเอายังไงอีก?” ผมมองใบหน้าแดงก่ำของเธอ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธผม หรือเพราะถูกใครบางคน "ดูแล" มาอย่างดี “ผมไม่ได้หาเรื่อง ผมบอกแล้วว่าผมต้องการแค่หย่า” ผมพูดอย่างไม่ใส่ใจ พิมดาวนิ่งอึ้งไป แต่ก็ยังคงอ้อนวอนผมอย่างน่าสงสาร พยายามจะเปลี่ยนใจผม “อัศวิน คุณลืมคำสาบานที่ให้ไว้กับฉันในวันแต่งงานแล้วเหรอ?” “คุณเคยบอกว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณจะอยู่ข้างฉันเสมอ นี่มันเพิ่งจะผ่านไปกี่ปีเอง?” “แล้วลูกสาวของเราก็เพิ่งจะเกิดได้ไม่กี่เดือน คุณใจร้ายพอที่จะหย่า แล้วปล่อยให้ลูกไม่มีพ่อได้ลงคอเหรอ?” “อัศวิน ทำไมใจคุณถึงได้แข็งขนาดนี้?” พิมดาวขอบตาแดงก่ำ น้ำตาหยดลงมาเป็นสาย “ถ้าเราหย่ากันแล้ว คุณจะให้ฉันทำยังไง? แล้วลูกของเราล่ะ?” ผมแค่นเสียงหัวเราะ แล้วมองเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ผมจะไปสนได้ยังไงว่าพวกคุณจะเป็นยังไง” แววตาของพิมดาวเต็มไปด้วยความผิดหวัง เธอกัดฟันแน่น “ได้สิ ในเมื่อคุณใจดำขนาดนี้” “ฉันอุ้มลูกไปตายซะดีกว่า” พูดจบเธอก็อุ้มลูกที่อยู่ในผ้าอ้อม แล้ววิ่งตรงไปยังระเบียง แต่ผมก็ยังคงนิ่งเฉย ผมรู้ว่าเธอแค่ขู่ผม เธอไม่กล้าตายหรอก เพราะผมเคยได้ยินเธอพูดกับคนอื่น ว่าคนที่เธอและลูกขาดไม่ได้นั้น มีอยู่จริง และคนคนนั้น ไม่ใช่ผม พิมดาวอุ้มลูกยืนตัวแข็งทื่ออยู่บนระเบียงอย่างเก้ๆ กังๆ “อัศวิน คุณมันใจร้ายใจดำจริงๆ!” “คุณอยากจะหย่าไม่ใช่เหรอ?” “ได้ หย่าก็หย่า!” ข้างนอกฝนยังคงตกหนัก เธออุ้มลูกแล้ววิ่งฝ่าสายฝนออกไป ไม่นานนัก ประตูก็ถูกเกริกพล เพื่อนสนิทของเธอถีบเปิดเข้ามา พร้อมกับเสียงด่าทอที่สาดเข้ามาไม่ยั้ง “อัศวิน แกมันไม่ใช่คน! ลืมไปแล้วรึไงว่าตอนที่แกประสบอุบัติเหตุรถชน หมอบอกว่าแกอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว เป็นพิมที่เฝ้าดูแลแกอยู่ข้างๆ ทุกวัน” “ตอนนี้จะมาขอหย่า จิตสำนึกของแกถูกหมาคาบไปกินแล้วรึไง?” เกริกพลรู้ว่าปกติแล้วในแวดวงสังคม ผมเป็นคนที่มีน้ำใจและเห็นแก่ความสัมพันธ์ เขาเห็นผมเงียบไป ก็คงคิดว่าผมนึกถึงบุญคุณในอดีตแล้วใจอ่อน แต่ผมกลับพูดออกไปอย่างเย็นชาว่า “ถ้าคนที่ประสบอุบัติเหตุจนกลายเป็นเจ้าชายนิทราเป็นเธอ ผมก็จะดูแลเธอเหมือนกัน” “แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่อยากหย่า” 4 สามวันต่อมา พิมดาวโทรมาหาผมด้วยความโกรธจัด เธอยอมเซ็นชื่อในเอกสารหย่าจริงๆ แต่เธอกลับเรียกร้องให้ผมออกจากบ้านไปแต่ตัว ผมหัวเราะเย็น “ทำไมล่ะ? ในเมื่อคนที่ทำผิดคือคุณ คนที่ควรจะต้องออกจากบ้านไปแต่ตัวก็คือคุณต่างหาก”คุณแม่ยายโกรธจนอกสั่น ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วชี้หน้าด่าผม “แกยังมียางอายอยู่ไหม กล้าพูดจาแบบนี้ออกมาได้ยังไง” “ลูกสาวฉันก็แค่วาดรูป เธอทำอะไรผิด? ผู้ชายอย่างแกมันทั้งโลภมากทั้งน่าขยะแขยง คิดจะฮุบทุกอย่างเลยสินะ หรือว่าคิดจะเอาสินสอดคืนด้วยล่ะ?” คุณพ่อตาก็โกรธจนหนวดกระดิก “ไอ้คนเนรคุณ ลืมไปแล้วรึไงว่าทุกอย่างที่แกมีอยู่ตอนนี้มันมาจากไหน! อย่าลืมว่าทั้งหมดนี้พ่อเป็นคนให้แก ตอนนั้นแกมันก็แค่ไอ้หนุ่มจนๆ คนหนึ่ง!” “ตอนนี้พอลืมตาอ้าปากได้ก็มาเนรคุณ พอมีชีวิตสุขสบายขึ้นก็ไปเลี้ยงอีหนูข้างนอก ถีบหัวส่งลูกสาวฉันไม่พอ ยังจะให้ลูกสาวฉันไปแต่ตัวอีก” “เดี๋ยวพ่อจะไปเรียกนักข่าวมาดูให้เห็นกับตา ว่าในโลกนี้มันยังมีเรื่องแบบนี้อยู่ได้ยังไง?” ศรัณย์ เพื่อนของผมที่ยืนอยู่ข้างหลัง เอ่ยขึ้นมาทันที “ผมว่าพวกคุณอาจจะเข้าใจผิดนะครับ วินไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ๆ ต้องมีอะไรซับซ้อนกว่านี้” แต่ผมขี้เกียจจะไปต่อล้อต่อเถียงกับพวกเขาแล้ว “ให้พิมดาวไปแต่ตัว ถ้าพวกคุณไม่ยอม เราก็ไปเจอกันที่ศาล” ตอนที่ผมกำลังจะเดินจากไป พี่เลี้ยงเด็กพยายามจะให้ผมอุ้มลูก “คุณวินคะ ยังไงน้องก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณนะคะ คุณจะใจร้ายขนาดนี้ได้ยังไง? ไม่ให้ค่าเลี้ยงดูก็แล้วไป แต่นี่จะตัดช่องทางทำมาหากินของแม่ลูกเขาเลยเหรอคะ?” ผมไม่สนใจแม้แต่น้อย เดินผ่านไปเฉยๆ พิมดาวอุ้มลูกมายืนขวางทางผมอยู่ข้างถนน เพื่อหวังจะทำให้ผมใจอ่อน เกริกพลโมโหจัด ผลักผมอย่างแรง “มัวเหม่ออะไรอยู่ตรงนี้? เมียกับลูกแกอยู่กลางถนนโน่น ไม่รีบไปดูพวกเขาล่ะ ถ้าเกิดโดนรถชนขึ้นมาจะทำยังไง?” ผมยิ้มเยาะ “ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา ก็ไม่เกี่ยวกับผม” แต่ใครจะไปคิดว่า จู่ๆ ก็มีรถคันหนึ่งที่คนขับเมาแล้วขับ ฝ่าไฟแดงพุ่งเข้ามา แล้วชนเข้ากับพิมดาวและลูกที่อยู่ในอ้อมแขนพอดี ลูกสาวของผมได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉิน และต้องการเลือดด่วน พิมดาวหมดหนทาง คุกเข่าลงต่อหน้าผมท่ามกลางสายตาผู้คน “อัศวิน ฉันขอร้องล่ะ ไปบริจาคเลือดให้ลูกเถอะนะ?” แต่ผมกลับยืนนิ่งเฉย “จะให้เลือดแล้วมาหาผมทำไม? ไปขอจากรูปปั้นเดวิดของคุณสิ เขาต้องยินดีบริจาคเลือดให้ลูกสาวคุณแน่” พิมดาวนิ่งอึ้งไปทั้งตัว ทุกคนต่างพากันรุมด่าว่าผมใจดำอำมหิต ไม่ใช่คน พูดจาไม่รู้เรื่อง “นี่มันเวลาไหนแล้ว ยังจะมาหึงรูปปั้นอีก ผู้ชายอย่างแกไม่ควรมีเมียมีลูกด้วยซ้ำ!” “ผู้ชายที่ชอบควบคุมแบบนี้มันปีศาจชัดๆ” พิมดาวน้ำตานองหน้า จ้องมองผมอย่างผิดหวัง “อัศวิน ฉันเห็นธาตุแท้ของคุณแล้ว หย่าก็หย่า ต่อไปนี้คุณอย่ามาร้องไห้ขอคืนดีกับฉันก็แล้วกัน!” สุดท้ายแล้ว คนที่บริจาคเลือดให้ก็คือเกริกพล ท่าทีเย็นชาของผมตลอดทั้งเหตุการณ์ ถูกบล็อกเกอร์คนหนึ่งถ่ายคลิปไปลงในโลกออนไลน์ ผมถูกชาวเน็ตถล่มและโจมตีอย่างหนัก “โอ้โห โลกนี้มีผู้ชายใจดำแบบนี้อยู่ด้วยเหรอ? เป็นพ่อคนประสาอะไร ใจร้ายใจดำขนาดนี้ สมควรไม่มีลูกสืบสกุล” “ผู้หญิงที่แต่งงานกับเขานี่โชคร้ายจริงๆ ทุกคนเวลาจะหาแฟนต้องดูให้ดีๆ นะ อย่าไปเจอคนแบบนี้เข้าล่ะ” ศรัณย์ทำหน้ากังวล “วิน ตอนนี้คนทั้งเน็ตรุมด่านายอยู่ นายแน่ใจนะว่าจะไม่อธิบายอะไรเลย?” ผมส่ายหน้าอย่างเฉยเมย “ไม่มีอะไรต้องอธิบาย รอขึ้นศาลพรุ่งนี้ก็พอ” พูดจบ ผมก็เงยหน้าขึ้นอย่างเย็นชา “พิมดาวหลอกผมมานานขนาดนี้ ผมต้องทำให้เธอชดใช้”